หากินกับความรัก (สแกมลวงโลก)

•พฤษภาคม 26, 2009 • 6 ความคิดเห็น

เมื่อราวๆ เดือนก่อน ได้ไปเจอกระทู้ตั้งคำถามของผู้หญิงคนหนึ่งในเว็บถามตอบชื่อดัง ที่มาถามว่า คนที่เค้ากำลังแชทอยู่นั้น มันมาไม้ไหนกันแน่ เึ้ค้าก็เล่าเรื่องราวของเค้าและชายคนนั้น บทสรุปจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาร่วมลงความเห็นได้ความว่า คนที่ผู้หญิงคนนี้กำลังแชทอยู่เป็นคนละคนกับรูปที่เค้าส่งมาให้ ที่ผ่านมานึกว่าแชทกับหนุ่มคนนี้ แต่พอความจริงปรากฎกลับกลายเป็นหนุ่มคนละทวีป ผิวสีคนละประเทศ แต่ที่แย่ไปกว่านั้น ตัวจริงที่เอารูปตัวปลอมและเรื่องปลอมๆ มาหลอก ก็ไม่ได้หวังจะคบหาดูใจกับผู้หญิงที่คุยด้วยเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นการแชทลวงโลกที่หวังจะต้มตุ๋นสาวๆ ที่รู้ไม่เท่าทันเพื่อตกเป็นเหยื่อส่งเงินไปให้พวกมัน แล้วก็จะหลอกซ้ำหลอกซาก จนกว่าสาวเจ้าจะคิดได้ แต่มันก็จะไหวตัวทันและหาเรื่องบอกเลิกและอ้างว่าไม่ไว้ใจ พวกนี้คือพวกสแกมเมอร์ (Scammer)

ที่โดนกันไปเต็มๆ และโดนกันไปมากมายก็คือแชทลวงโลกกับพวกไนจีเรีย ชั้นเื่ชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนในไนจีเรียที่ทำตัวแบบนี้ และชั้นก็เชื่อว่ามันมีอยู่แทบทุกประเทศถ้าคนมันนิสัยไม่ดี มันก็หลอกได้ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน แต่ที่เห็นกันตามอินเตอร์เน็ต จากเว็บหาคู่ จากเว็บแชท หรือจากช่องทางการแชททั้งหลายไม่ว่าจะ msn, skype, yahoo messenger หรืออีกมากมาย ส่วนมากที่ได้รู้ ได้เห็น และได้ยิน (แต่ไม่เคยเจอกับตัวเอง 55) ก็มาจากชาวไนจีเรียนี่เเหละ

ยกหนึ่ง

เืมื่อก่อนที่ยังไม่ค่อยมาวุ่นวายในพวกหาคู่ หาอะไร พวกนี้จะมาในแนวส่งเมล์หว่านมายังอีเมล์ต่างๆ ว่า “คุณถูกรางวัล ติดต่อเพื่อรับเงินทันที” หรือ “คุณได้รับมรดก ติดต่อมาเพื่อรับรางวัล” หรือ “ให้คุณช่วยโอนเงินจำนวน “มาก” ให้หน่อย โดยคุณจะได้ส่วนแบ่ง”  ไม่ว่าคุณจะส่งกลับไปด้วยความสงสัยว่ามันรู้อีเมล์ของคุณได้ยังไง หรือทำไมต้องเป็นคุณ หรือเป็นเมล์จริง หรือคนจริงเพราะจำนวนเงินมันล่อใจ หรือจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าคุณส่งกลับไป แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ  มันจะส่งเมล์โต้ตอบกับคุณไปๆ มาๆ ด้วยคำพูดสวยหรู แพทเทิร์นงามๆ (แต่แกรมม่าผิดๆ ถูกๆ บางครั้งก็เขียนภาษาอังกฤษโดยการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ ทำนองว่ามันสำคัญมาก แต่จริงๆ แล้วมันจะรู้ไหมว่าการเขียนตัวพิมพ์ใหญ่ มันเอาไว้ใช้ด่ากันน่ะ!!) หากคุณหลงกล คุณก็จะโดนหลอก มีทั้งหลอกให้เสียค่าภาษีรับเงิน หลอกให้คุณโอนเงินไปล่วงหน้าด้วยคำหลอกล่อบางอย่างเพื่อการรับเงินก้อนใหญ่ในอนาคต แล้วไปๆ มาๆ คุณก็จะกลายเป็นเสียเงินให้พวกมันฟรีๆ แล้วมันก็จะหายสาปสูญไป อย่าคิดว่าไม่มีใครโดนหลอกได้ เพราะถ้าไม่มีมันคงไม่มีเรื่องราวเป็นประเด็นใหญ่โตมาจนเรียกพวกนี้ว่า 419 scam ล่าสุดได้ข่าวมาว่า มันไม่ได้หลอกแค่เงิน แต่มันหลอกไปเจอตัวแล้วจับเป็นตัวประกันแล้วเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตแล้ว อันนี้เริ่มเเพร่ขยายไปในประเทศอื่นๆ ที่ไม่่ใช่ไนจีเรียอย่างเดียวด้วย น่ากลัวจริงๆ คนสมัยนี้ (จริงๆ แล้วมันมีมาเป็นสิบปีแล้วด้วยซ้ำ)

ที่มาและข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.scambusters.org/NigerianFee.html

http://www.snopes.com/crime/fraud/nigeria.asp

http://www.spamfighter.com/Lang_TH/FAQ_nigerian.asp

ยกสอง

บางกรณี คนกำลังหางาน ทำงานจากที่บ้าน หรืออะไรต่างๆ นานา ดั๊นไปเจอเว็บลวงโลก คุณจะได้รับเช็คที่ดูเหมือนว่าเป็นของจริง (แต่จริงๆ มันมีกระบวนการทำเช็คที่เนียนสุดยอด) พอคุณเห็นยอดเงินในเช็ค คุณก็คิดว่าคุณได้รับเงินอย่างที่มันบอกจริงๆ เพียงแต่ตัวเลขมันเกินจำนวนที่มันบอกไว้ เช่น มันบอกว่าคุณจะได้หนึ่งพันดอลล่าร์ แต่ปรากฎมันส่งมาให้ พันสามร้อยดอลล่าร์ มันก็จะให้คุณโอนเงินที่เกินมาไปให้มัน เมื่อในมือคุณถือเช็คพันสามร้อยดอลล่าร์ ใครจะไปเชื่อว่าเช็คจะปลอม แม้จะเอาไปตรวจสอบกับแบงค์ แบงค์ยังนึกว่าของจริง ทำให้คุณโอนส่วนที่เหลือเพียงสามร้อยดอลล่าร์ไปให้มันอย่างง่ายดาย  ความมาแตกเอาเมื่อคุณเอาเช็คไปขึ้นเงิน กลับไม่มีเงินสักบาทอยู่ในนั้น

ที่เคยดูคลิปของอเมริกา ไม่ว่าหญิงหรือชายโดนหลอกกันเป็นว่าเล่น ด้วยการที่มันจ้างผู้หญิงคนนึงทำเช็ค โดยส่งปริ๊นเตอร์ และลายเซ็นต์มาให้ปริ๊นลงเช็ค ทำแล้วเหมือนจริงๆ มาก ผู้หญิงคนนี้มีหน้าที่กรอกรายชื่อและจำนวนเงินตามที่มันส่งให้ และพิมพ์เช็คออกมา ส่งไปยังที่อยู่ของแต่ละคน เธอได้ค่าจ้างปกติ แต่เธอไม่รู้เลยว่า เช็คต่างๆ ที่เธอปริ๊นส่งไปให้คนเหล่านั้นมันคือเช็คปลอมและเธอกำลังร่วมหลอกลวงคนจำนวนมาก โดยที่เธอไม่รู้่ตัว เช็คปลอมเหล่านั้นถูกส่งไปยังเหยื่อที่กระบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงด้วยวิธีการต่างๆ ที่เล่ามาข้างบน มันเลวได้ใจจริงๆ

ที่มา (ไปดูคลิปกัน มีหลากหลายมาก จัดให้เป็นตอนๆ)

http://www.msnbc.msn.com/id/21134540/vp/30070044#30070044

ยกสาม โรแมนซ์ สแกม

เรื่องมันเกิดขึ้นกับการเเชท ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่คนไนจีเรียส่วนใหญ่นิยมทำกัน เพราะมันง่าย จะไปแชทตามอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ก็ได้ มีเงินหน่อยก็ใช้แลปท็อป แต่ส่วนมากจะไม่มี จะทำการหลอกผู้หญิงให้ส่งไป หรือไม่ก็สั่งเเลปท็อปจากร้านขายคอมพิวเตอร์ในประเทศอื่นๆ ในไทยก็โดนกันมาแล้ว โดยอ้างตัวว่ามันเป็นคนอังกฤษ อเมริกัน หรือสัญชาติอื่นๆ ที่ต้องการซื้อแลปท็อป โดยให้ร้านค้าส่งไปให้น้องชาย น้องสาว แม่ พี่ป้าน้าอา ที่อยู่ไนจีเรียโดยให้ส่งของไปก่อน และจะส่งเงินมาให้ทีหลัง อย่าิคิดว่าเรื่องแบบนี้จะไม่มีใครทำ เพราะอีเมล์ คำพูดและอะไรต่างๆ ของมันช่างเนียนมากๆ เกินกว่าที่ร้านค้าจะไหวตัวทัน และมีหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อส่งไปแล้ว และจริงๆ แล้ว ก็คือส่งไปให้ตัวมันเองที่อยู่ในจีเรีย และมันน่ะแหละที่เป็นคนไนจีเรีย ไม่ใช่คนอังกฤษหรืออเมริกาเลย เท่านี้ มันก็มีแลปท็อปใช้ไว้หลอกสาวตามเว็บหาคู่ได้แล้ว อ้อ .. ไม่ใช่แค่หลอกสาว แต่สาวๆ ไนจีเรีย ก็หลอกหนุ่มๆ เช่นเดียวกัน

และเท่าที่รู้มา ไม่ใช่แค่สาวไทยหรือสาวเอเชียที่โดนหลอก แต่สาวอเมริกันเค้าโดนหลอกกันมานานเป็นปีๆ แล้ว และเค้ากำลังตามจับพวกนี้กันให้เกลื่อน แต่มันก็หาตัวจับยากจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่คนไนจีเรียอย่างเดียวแล้วด้วยที่ทำแบบนี้ แต่ลามไปกาน่า, อินโด, รัสเซียและอีกมากมาย ไม่ได้เอามาพูดลอยๆ แต่เค้ามีหลักฐานกันแล้วจริงๆ และทำกันจริงๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

* มีเว็บไซต์หาคู่อันหนึ่งของอเมริกา เค้าดำเนินการตามปกติโดยให้นิยามตัวเองว่าเป็น dating website ไม่ได้หาคู่โดยต้องเอาเงินไปจ่ายเค้า แต่ให้สมัครและติดต่อพูดคุยกันเอง เวลาผ่านไป เค้าตรวจพบว่ามีพวก Scammer อยู่ถึง 99% คือไม่มีใครมาแชทจริงๆ จังๆ ไม่ใช่คนดีๆ ที่อยากเจอรักแท้ แ่ต่กลับเป็นพวกสเเกมที่มาหลอกเงินคนทั้งนั้น บางทีมันอาจจะหลอกกันเอง จ๊ะเอ๋กันเองไปมั่งแล้วก็ได้ เว็บนี้เลยผันตัวเองมาทำหน้าที่จับผู้ร้าย โดยใ้ห้ข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับการจับสแกมเมอร์ แนะนำวิธีการพูดคุยและบอกเคล็ดลับว่ามาแบบไหน ถามแนวไหน พูดแนวไหน ถึงจะเรียกว่าสแกมเมอร์ เข้าไปอ่านแล้ว ดีมากๆ มีการเอามาตีแผ่หลายราย และแต่ละรายใช้คำใช้ภาษาที่สาวๆ เองก็งงว่า “ที่อ้างว่าเป็นคนอังกฤษ แต่ทำไมภาษาอังกฤษมันถึงได้เพี้ยนขนาดนี้” แต่ตอนนั้นความรักมันบังตา เพราะคำพูดคำจาของพวกมันก็หวานสวยซะเหลือเกิน แรกๆ ก็มีคนที่หลงเชื่อว่าเป็นตัวจริง และมีเสียเงินไปกันไปรอบแล้วรอบเล่า แต่สาวๆ รุ่นหลังที่รู้ข่าวคราว จะใช้วิธีเนียนๆ ไปคุยเพื่อหลอกจับมันมากกว่า (ตอนนี้จะเอาเว็บมาแปะให้ แต่ปรากฎเว็บเค้าเข้าไม่ได้แล้ว คิดว่าคงปิด หรือเปลี่ยนไปแล้ว)

* คนพวกนี้ มีหลายแบบ ที่เยอะมากๆ คือไปหารูปนายแบบหล่อๆ หรือนางแบบสวยๆ หรือนางแบบนู้ด มาอ้างว่าเป็นตัวเอง แล้วจะส่งเมล์หาผู้ชายหรือผู้หญิงที่แชทหาคู่ โดยจะมีเทคนิคอ้างว่า “ไม่มีเว็บแคม” จะทำแต่ส่งรูปให้ดู ซึ่งรูปที่ส่งก็คือรูปคนอื่น แต่อ้างว่าเป็นตัวเอง และใช้วิธีอีเมล์หาสาวๆ หนุ่มๆ ส่วนใหญ่จะบอกว่ารักคุณมาก รักตั้งแต่อีเมล์แรกแล้ว วาจาคมคาย ทำเอาเพ้อ ยิ่งสาวๆ ที่เห็นหนุ่มหล่อๆ (ตามรูป) เขียนเมล์แบบนี้หา ไม่ใจละลายให้มันรู้ไป และสักพักก็จะบอกว่า จะบินมาหา จองตั๋ว ทำอะไรเสร็จสรรพ แต่แล้วทุกคนจะอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า “ต้องไปไนจีเรียก่อน ถึงจะบินไปหาคุณได้” คือไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก หรือมันจะอ้างว่ามันอยู่ที่ไหนในโลก มันจะเป็นทำการเป็นขั้นเป็นตอน หลังจากคุยไปได้สักพัก ดูว่าคุณเริ่มเชื่อใจ ก็จะบอกว่า อยากมาหาคุณ อยากมาเจอคุณ หรือบ้ามากๆ ก็คืออยากมาแต่งงานกับคุณ (ทั้งๆ ที่แชทกันได้ไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์เนี่ยนะ กล้วยทอด!) พอคุณบอกว่า “ได้ ชั้นก็อยากเจอ” มันก็จะมีเหตุผลอ้างอะไรหลายๆ นานานัปการว่า “มันต้องไปแวะที่ไนจีเรียก่อนสองสามวัน หรืออาทิตย์หนึ่ง” เเวะไปเพราะเจ้านายส่งไปทำงานที่นั่น หรือแวะไปต่อเครื่องบิน หรือเหตุผลบ้าบอต่างๆ (ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้แวะ แต่มันอยู่ที่นั่นน่ะแหละ) หลังจากนั้นก็จะบอกว่า เช็คที่ได้จากการทำงาน ไม่สามารถเอาไปขึ้นเงินได้ที่ไนจีเรีย แต่จะต้องจ่ายค่าตั๋วมาหาคุณแล้ว ยังไม่มีเงินเลย คุณ (ที่มันรักมากๆ และอยากมาหา อยากมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน) ช่วยส่งเงินสดค่าตั๋วให้มันหน่อยได้ไหม แล้วถ้ามันไปถึงประเทศคุณเมื่อไหร่ จะรีบเอาเช็คไปแลก คืนเงินให้ทันทีเลย  ผู้หญิงหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อ พอรักพอหลง คุยกันหวานๆ ก็ใจอ่อน ส่งเงินไปก่อน พอมันได้เงินไป ก็มีสองกรณี คือ หลอกต่อหรือจบ ส่วนใหญ่ มันจะทำต่อเพราะถือว่าคนนี้หลอกง่าย มันก็จะยื้อๆ ไปว่ายังมาไม่ได้อยู่ดี บลาๆๆๆ แต่ถ้ามันไม่หลอกแล้ว มันก็จะหาเรื่องบอกเลิก ทำเอาคุณงงไปเลยทีเดียว เท่าที่ได้อ่านๆ มามีหลายๆ คนที่ไม่เคยเฉลียวเอะใจ และส่งเงินให้คนที่เค้าแชทด้วยถึงสามครั้งถึงรู้ตัว หมดไปเกือบแสนบาท (คนอเมริกัน) แล้วเพิ่งมารู้ตอนหลังว่าไอ้คนนั้นมันไม่ใช่หนุ่มหล่อเหลาอย่างในรูปเลยแต่มันคือไนจีเรียน สแกมเมอร์ เล่นเอาไม่ต้องอายุเท่าป้าก็เป็นลมได้ น่าเสียใจกับความรู้สึกดีๆ ที่สาวๆ เหล่านี้หวังว่าจะได้เจอรักแท้แต่กลับเจอแต่ความหลอกลวง

* มันจะชอบหลอกว่าทำงานเป็นวิศวกร สัตวแพทย์ ช่างเครื่องยนต์ (แบบใหญ่โต) ทำเกี่ยวกับน้ำมัน ที่อังกฤษ หรือเกาะใกล้ๆ อังกฤษ แต่พอดี๊ พอดี ต้องบินมาธุระหรือมาทำงานที่ไนจีเรียสักสองสามวันก่อนจะบินมาหาคุณ และช่วงนั้นแหละที่มันจะเริ่มขอตัง

* อีเมล์ที่มันใช้จะชอบมีตัวเลขต่อท้าย เค้าบอกว่า เพื่อให้มันจำได้ว่า เลขท้ายของมันน่ะ มันเอาไว้คุยกับสาวประเทศไหนหรือคนไหน เช่น aaaaaa 55@xxx.com หรือ aaaaa66@xxx.com หรือ aaaa_09@xxx.com ถ้ามีมาแนวๆ นี้ คุยกันแนวๆ นี้ แล้วอีเมล์เป็นแบบนี้ อย่าลืมสงสัยไว้บ้าง

* เบอร์โทรศัพท์มันจะมีให้เราติดต่อ และจะบอกว่าเป็นคนอังกฤษ หรือไปอยู่อังกฤษ เบอร์มือถือจะขึ้นต้นด้วย  +44703 / +44704 / + 44709 ถ้ามาแนววนี้เมื่อไหร่ล่ะก็ เป็นอันว่าปลอม  มันดูเหมือนเบอร์โทรไปอังกฤษ เพราะรหัส 44 คือของประเทศอังกฤษ แต่ถ้าเป็นเบอร์มือถือที่โน่น มันจะขึ้นต้นด้วย +4479 /+ 4478 ตามด้วยตัวเลขเขต และเบอร์ไปเลย แต่ถ้าเป็น 44703 / 04 / 09 ทำนองนี้ คือ เค้าให้ต่างชาติซื้อไว้ได้ เพื่อติดต่องาน แต่พวกนี้มาทำชั่ว ส่วนเบอร์บ้านถ้าขึ้นด้วย + 234 ชัวร์ สแกม

* เอามาฝาก ไว้ให้สังเกตกันว่าที่คุยและแชทกันอยู่ทุกวันนี้ เค้าคือสแกมหรือไม่ http://www.chanceforlove.com/archives/content/full/7363

มาเล่าให้ฟัง เพราะก่อนหน้านี้อย่างที่บอกไปเจอคนโดนหลอกมา แต่โชคดีที่เค้ามาถามเพื่อนๆ ในเว็บพันทิพย์กันก่อน ก็เลยรอดตัวไป เราเองก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม และให้คำแนะนำไปบ้าง แต่เจ้าของกระทู้นั้นเค้าเก่งมากและปิดบทสนทนากับคนๆ นั้นไปแล้วอย่างดี ตอนจบ มันก็เหมือนเดิมคือทำมาเป็นตัดพ้อและต่อว่าหาว่าไม่ไว้ใจมัน แต่เจ้าของกระทู้เค้าเชื่อแล้วว่ามันมาหลอกจริงๆ และรู้ว่ามันตั้งใจทำให้เค้ารู้สึกผิด เค้าก็เลยหยุด เลิก ไม่ยุ่ง ไม่สนมันอีกต่อไป ชั้นเองคิดว่าน่าจะยังมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อีกหลายๆ คนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้จักสแกมพวกนี้มาก่อน บางคนอาจยังคงพูดคุยและเชื่ออยู่ คนดีๆ ที่เค้าตั้งใจมาเจอคนดีๆ มันก็มี แต่พวกไม่ดีมันก็มักจะเเฝงตัวมา แล้วทำให้คนอื่นระแวง ชั้นเองไม่อยากให้แชทกันอย่างระแวง แต่อยากให้ระวังไว้จะปลอดภัยกว่า อะไรที่ถามได้ก็ควรถาม คนเราจะคุย จะเจอคนที่อาจจะเป็นคนในอนาคตมันก็ต้องรู้อะไรมากกว่านี้ พวกสแกมเมอร์ส่วนใหญ่จะเน้นเล่าและบรรยายความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ค่อยถามไถ่ความรู้สึกฝ่ายหญิงอะไรมาก ใช่ช่วงแรกอาจจะมี แต่ถ้าเป็นช่วงเริ่มขอตังแล้วล่ะก็ มันจะบรรยายอย่างสารพัดวิธี เสียดาย เว็บที่ชั้นเคยอ่าน ตอนนี้เข้าไม่ได้แล้ว ในนั้นมีข้อมูลที่มีประโยชน์มากมาย เหมาะสำหรับคนที่กำลังเป็นสมาชิกเว็บไซต์หาคู่ หรือคนที่กำลังติดต่อกับเพื่อนใหม่ต่างชาติ หรือคนที่โดนแอด skype หรือ msn จากใครก็ไม่รู้

ชั้นเอง เมื่อก่อนจะออนไลน์ msn ก็จะมีแปลกๆ มาแอดเหมือนกัน แต่ใน msn ไม่กล้ารับแอดเพราะกลัวเป็นไวรัส เดี๋ยวนี้คนเรามันทำกันได้แม้ขนาดที่ว่าแฮคเข้ามาในอีเมล์เรา แล้วส่งไปหาเพื่อนเรา (ในชื่อเราเนี่ยแหละ) แล้วขอยืมตัง เพื่อนชั้นโดนมาแล้ว โชคดีเพื่อนของมันที่ได้รับเมล์โทรหามันก่อนว่าแกส่งมาจริงๆ เหรอ แกไม่มีเงินเหรอ เพื่อนชั้นอึ้งเลย “เฮ้ย … กูไม่ได้ขอ” 555  ตอนนี้ก็ไม่ได้ออนไลน์ msn มาเป็นปีๆ แล้ว … ก็มีแต่ออนไลน์ skype ที่เอาไว้คุยกับนายแบบชาวอิตาลี (จะอ้วก เขียนเองจะอ้วกเอง 555 อเลนั่นแหละ) แล้วก็มีเพื่อนอีกสองชื่อในลิสต์เท่านั้น คือเพื่อนไล และสเตฟาน แต่ก็ไม่ได้ออนไลน์ทั้งวัน ทุกวัน หรืออะไร ก็ยั๊งจะมีคนมาแอดให้ควั่กทั้งๆ ที่ไม่ได้อนุญาตให้ใครมาดูโพรไฟล์ได้เลย พวกนี้แหละ ส่วนหนึ่งก็คือสแกม มันจะมามั่วๆ แอด และคุย และบอกว่าหาคู่่ หาเพื่อน คุยไปถูกคอ เอารูปหลอกๆ มาหลอกสาวๆ ผู้หญิงก็มี ไปหลอกหนุ่มๆ .. เฮ้อ คนเรา หากินกับความรัก ไม่เข้าท่าเอาซะเล้ย!!!

One more thing : This clip is funny! haha ..

หมึกไม่หมู

•เมษายน 18, 2009 • 8 ความคิดเห็น

หลังจากไปกินปลาหมึกยัดไส้หมูกระเทียมมาจากร้านมะลิ แถวออฟฟิศ ทำให้คึกคะนองวันนี้ชั้นจะทำบ้าง ฮ่าฮ่า .. ก็เลยไปซื้อปลาหมึกมา แต่แหล่งซื้อกลับไม่มีหมึกตัวเล็กๆ เลยต้องหอบหมึกใหญ่กลับบ้าน 4 ตัว 119 บาท ด้วยความที่มั่นใจว่าของแบบนี้ใครๆ ก็ทำได้ ก็เลยไม่ได้ปรึกษาหารือใครเล้ย กลับมาถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาปรุงเอาอย่างเดียว

ปลาหมึกมันหนาไป เลยกะว่าก่อนจะผัด ต้องต้มมันก่อน โดยเอาหมูสับที่คลุกเคล้ากระเทียมพริกไทยด้วยฝีมือตัวเองเรียบร้อยแล้ว บรรจงยัดมันลงไปในปลาหมึก แล้วก็ต้ม .. สักแป๊บ แล้วก็เอามาทอด ปรากฎว่า หมูข้างในไม่ยักกะสุกเเฮะ ปลาหมึกก็เริ่มจะดำ แข็งปั๋งขึ้นไปทุกที .. ไม่ได้การ ไม่งั้นอาจจะไม่ได้กิน ว่าแล้วหมดปัญญาก็เลยต้องหั่นหมึกเป็นชิ้นๆ และแบ่งหมูมาต่างหาก มาทอดเป็นหมูก้อน ปลาหมึกยัดไส้หมูกระเทียมจึงได้ถึงการอวสาน กลายเป็นหมึกหมูทอดกระเทียมพริกไทยแทน …

อะไรว้า .. สำนึกในการเป็นแม่ครัวมันไม่มีเอาซะเลยหรือไง

ต่อมา ได้ทำการถามผู้รู้ ที่ให้คำแนะนำว่า ถ้าหากว่าปลาหมึกมันใหญ่ยักษ์ขนาดนั้น วิธีทำก็คือ

1. เตรียมทุกอย่างให้พร้อมที่จะยัดลงไปในปลาหมึก

2. ทอดปลาหมึกด้วยไฟเบาๆ แบบทอดกระเทียมสักเล็กน้อย พอได้กลิ่น

3. เอาไปต้ม ประมาณ 15-20 นาที จนแน่ใจว่าหมูข้างในมันสุกแน่ๆ เเล้ว

4. แล้วเอาปลาหมึกหมูกระเทียม มาทอดกระเทียมพริกไทยต่อให้น่ากิน

แค่นี้ก็จบแล้ว

โหย .. หลายขั้นตอนอย่างนี้ งั้นกลับไปกินร้านมะลิเหมือนเดิมดีกว่า ..

ทบทวน 2008 ตอน 4.2 อิตาเลี่ยนเซียนกระบี่

•เมษายน 18, 2009 • มี 1 ความคิดเห็น

หลังจากที่อาหารน่ากินในกระบี่ต่างก็มีราคาที่ไม่แตกต่างกัันเลยสักนิดในหลายๆ ร้าน แต่การใช้เวลาหาของกินแบบงบประมาณจำกัดพร้อมกับรับไม่ได้กับค่าอาหารที่มันแพงเกินไป กลับไม่ได้ผลต่อท้องไส้ที่กำลังหิวโหย เราเลยต้องทำใจยอมรับสภาพและเลือกหาร้านอาหารอร่อยๆ ทั้งร้านอาหารไทยและเทศที่มีให้เลือกมากมาย คงไม่มีใครบอกได้ว่าร้านไหนอร่อยที่สุด แต่คงมีคนแนะนำได้ว่าร้านนี้อร่อยหรือไม่อร่อย .. ถึงแม้แต่ละปากจะอยากลิ้มลองรสชาติที่แตกต่างกัน แต่ละรสที่ทางร้านเสิร์ฟอาจจะถูกใจคนนี้แต่ไม่ถูกใจคนนั้น แต่ชั้นคิดว่า คำว่า “อร่อย” มันคงไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่ มีบ่อยครั้งที่ชั้นชิมอาหารที่เพื่อนบอกว่าอร่อย แล้วเจอรสชาติที่เราไม่ได้ชอบมาก แต่พ่อครัวกลับทำมันออกมาได้อร่อยจริงๆ

ร้านแรก เี่ราเดินผ่านร้านนี้มาสองวันแล้ว Azzura Nova Ristorante ร้านอาหารอิตาเลี่ยนริมหาดตลาดอ่าวนาง เจ้าของร้านเ็ป็นชาวอิตาเลี่ยนที่มาเปิดร้านที่นี่หลายปีแล้ว ใจจริงก็ไม่ได้อยากกินอาหารอิตาเลี่ยนเท่าไหร่ เพราะไม่เข้าใจทำไมมากระบี่แต่ดันมากินอาหารอิตาเลี่ยน แต่ครั้งแรกที่ต้องเข้าไปนั่ง เพราะว่าฝนตก และร้านนี้อยู่ใกล้ให้หลบฝนมากที่สุด แต่เราเพิ่งกินข้าวมาจากร้านอาหารไทย เราก็เลยได้แต่สั่งไอศครีมและเบียร์มาดื่ม ลองเปิดดูเมนูคร่าวๆ ก็มีหลายอย่างทีี่ทำท่าว่าจะอร่อยไม่ใช่น้อย เข้ามาในร้านเป็นร้านโล่งๆ แต่งร้านแบบง่ายๆ ไม่มีแอร์ แต่เป็นพัดลม (ดีแล้วจ้ะ) เรามองหน้ากันแล้วบอกว่า พรุ่งนี้ เราจะมาลองกินดูดีกว่า จริงๆ แล้วอเลเอง ไม่ชอบร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่เมืองไทย เพราะมันจะไม่สามารถปรุงได้เหมือนอาหารอิตาเลี่ยนที่อิตาลีจริงๆ แล้วเหมือนโดนหลอกให้กินอะไรสักอย่าง แต่ก็ตัดสินใจว่าจะลองกินดู สั่งเมนูง่ายๆ ที่ไม่ได้หวือหวา ดูว่าจะอร่อยไหม :)

มาอีกทีตอนบ่ายสาม สำหรับมื้อกลางวัน ไม่มีคนในร้านเหมือนเมื่อคืนที่คนแน่นปั้ก เราสั่งมาหลายจานกว่าที่คิด แทบทุกจานที่สั่งจะมีขนมปังแถมมาให้ด้วย ตามสไตล์อิตาเลี่ยน เมื่อวานเราเจอเจ้าของร้านคนอิตาเลี่ยนที่พูดไทยได้ชัดเเจ๋ว พอรู้ว่าชั้นเป็นคนไทย แกก็โชว์ภาษาไทยให้ฟังทันที เจ้าของร้านอารมณ์ดีและึคุยง่าย ออกมาทักทายลูกค้าอย่างสนุกสนาน ราคาไม่ได้ถูกนัก แต่ก็ไม่แพงเหมือนร้านอิตาเลี่ยนบางร้านในกรุงเทพ หรือไม่เท่าร้านอาหารไทยบางร้านแถบอ่าวนางด้วยซ้ำ รสชาติอร่อย ใช้ได้เลยทีเดียว ถ้าใครไปใครมา เบื่ออาหารทะเลแสนแพงที่กระบี่ อาจจะลองแวะไปกินที่นี่ดูก็ได้นะ

ร้านที่สอง เป็นร้านอิตาเลียน-ไทย วันแรกที่ไปถึง อเลอยากกินพิซซ่า ให้ตายสิ แต่พิซซ่าสำหรับชาวอิตาเลี่ยน มันก็เหมือนกินข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนบ้านเรา เราเจอร้านหนึ่งระหว่างที่พักไปอ่าวนาง ชื่อร้าน LACASA Restaurant Italiano Pizzeria เป็น พิซซ่าเตาถ่าน ที่อร่อยมาก ส่วนชั้นสั่งอาหารไทยมากิน เผ็ดมากจริงๆ แต่ก็เป็นร้านอาหารที่อร่อยอีกร้านนึง ถ้าว่าง อยากลองพิซซ่าเมนูแปลกๆ และอร่อย ก็เเวะไปกินกันนะ

ทบทวน 2008 ตอน 4.1 กระบี่ .. เล่มนี้แพง

•เมษายน 18, 2009 • Leave a Comment

เดือนธันวา 2008

ทริปนี้เกิดจากความอยากไปทะเล .. ทะเลที่สามารถดำน้ำได้ (คนข้างๆ อยากดำ แต่ชั้นเองเฉยๆ) ชวนไปหลีเป๊ะ ก็ติดปัญหาที่ว่าไกลไป เวลามีน้อย จะไปพะงันก็เพิ่งไปมา สิมิรันทร์ก็ต้องจองยาว ภูเก็ต ไม่อยู่ในหัว สมุย ก็ไม่เอา เกาะเต่า ก็ไ่ม่ค่อยชอบ เสม็ดใกล้ไป อยู่ดีๆ ไปไงมาไงไม่รู้มาได้คำตอบที่กระบี่ (ถ้าถามจริงๆ ก็ไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะใจอยากไปที่ที่ไม่เคยไปมากกว่า) อ้ะ แต่อย่างว่า เวลามีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด อีกอย่าง ไปกระบี่ทีไร ก็ยิ้มกลับมาได้ทุกที ไปก็ไป

ไม่ได้จองที่พักเลย ไปซื้อแต่ตั๋วรถบัส ลงยาวไปกระบี่ แล้วไปหาเอาดาบหน้า ช่วงเทศกาลวันพ่อ ก็เลือกจะอยู่เส้นคาบเกี่ยวระหว่างหาดนพรัตน์และอ่าวนาง เพราะไม่ต้องการความพลุกพล่าน เดินหาที่พักอยู่สักพัก เล่นเอาตกใจ คือช่วงนั้นเพิ่งเกิดเหตุการณ์ปิดสนามบินไปหมาดๆ ชาวต่างชาติก็พากันยกเลิกตั๋วเพื่อมาเมืองไทย ที่ยังอยู่ก็รีบจะออกจากไทยให้เร็วที่สุดเพราะกังวลต่อสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะมั่นคงหรือไม่ .. เเต่เราคนไทยยังเที่ยวไทยอยู่ ก็คิดว่าช่วงนี้ ซึ่งจริงๆ ควรเป็นช่วง High season ก็ไม่น่าจะถึงขั้น so high ไปหาที่พักเอาตรงนั้นก็ได้ .. ที่ไหนได้ ที่กระบี่เค้าไม่ได้คิดแบบนั้น

ถูก ไม่มีคนมากมายเหมือนที่ควรจะเป็น แต่ราคาไม่ถูก เอาซะเลย!! ด้วยเหตุผลที่บอกว่า “พอดีช่วงนี้เป็นช่วง Peak season” โอ้เเม่เจ้า … บอกว่าไฮยังพอทนไหว นี่เล่นถึงขั้นพีคเลยรึ .. เจอตั้งแต่ราคา หกพัน ทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่เลย พนักงานบอกว่า เค้ายังไม่มาเช็คอิน หลอกกันเข้าไป แอบย่องไปดูตอนค่ำ ยังไม่เห็นมีใครสักกะคน มาหาได้ที่ที่คิดว่าราคาน่าผ่อนผันกันมากที่สุดแล้ว ต่อกันจนยับแล้ว ได้สองพันกว่าๆ ต่อคืน

เอาก็เอา ก็ต้องเอา

ห้องหับสวยงามดีมาก ที่อ่าวนางบุรี รีสอร์ท พนักงานน่ารักมีน้ำใจมาก พูดจาสุภาพ เราได้ห้องติดบันได ก็ถามว่าจะมีเสียงแขกวิ่งขึ้นวิ่งลงไหม เพราะมันชั้นสอง คือเวลาจะนอนหรือก่อนจะตื่นกลัวเสียงมันดังแล้วจะเซ็ง (เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราสองคนเซ็งมาก คือทริปนี้มาพักจริงๆ ปกติ ถ้าเสียงข้างนอกมันได้ยินมาถึงข้างใน วันพักผ่อนมันจะน่าเบื่อมากๆ จากที่เคยเจอปัญหามาจากที่อื่นๆ) เเต่เค้าก็บอกว่าไม่มีปัญหา ที่นี่ไม่มีเสียงรบกวนแน่นอนรับรองได้ค่ะ ถ้ามีอะไรมาแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ .. ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็พักกันไป แต่พอเช้าต่อมา ต้องตื่นเพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายด้านนอก แบบคนวิ่งเล่นไล่กัน เสียงดังเจี๋ยวจ๊าวตอนเจ็ดโมงกว่าๆ อยู่กันสักพักใหญ่เลย พยายามจะนอนต่อก็ไม่หลับ อเลเลยออกไปดู ปรากฎว่าไม่ใช่แขกที่พัก แ่ต่เป็นพนักงานที่มาขนของแต่กลับวิ่งเล่นกัน (ขอบอกว่าเล่นกันดังมาก และไม่เกรงใจเลย) อเลเลยเตือนไปหนึ่งทีว่าเรายังพักผ่อนอยู่ ขอความกรุณาเงียบเสียงหน่อย พนักงานก็หยุดทันที แล้วไม่พูดอะไรตอบแม้เเต่คำเดียว แต่รีบวิ่งกันลงไปข้างล่าง โอเค ไม่เป็นไร ครั้งแรกและคงเป็นครั้งเดียว แต่อเลหงุดหงิดมากละ เพราะถามพนักงานแล้วว่าไม่มีเสียงอะไรใช่ไหม แล้วเค้าบอกว่าไม่มี แต่นี่กลายเป็นพนักงานทำเอง เราก็เออ .. เอาน่ะ คงไม่มีแล้ว ที่ไหนได้ เช้าอีกวัน เป็นเหมือนเดิม ประสบการณ์ซ้ำรอย ในช่วงที่ยังไม่ถึงเวลาที่ควรจะตื่นด้วยสำหรับคนมาพักผ่อน เเล้วดังเหมือนเดิม และวิ่งเล่น หัวเราะแกล้งกัน เสียงลากของดังมาก (ทั้งๆ ที่จริงๆ มันยกได้ เพราะมันไม่หนักเลย) แล้วก็เล่นกันอยู่ยังงั้นแหละ คราวนี้อเลออกไปแล้วผ่างเต็มที่ ดุแบบไม่สนใจใครทั้งนั้น เสร็จแล้วยังลงไปข้างล่าง ไปยืนบ่นให้พนักงานด้านล่างฟังด้วย วิ่งกลับมาเล่าว่าทุกคนเงียบกริบและบอกว่าขอโทษ ขอโทษ และขอโทษ …  เราจะย้ายก็ไม่ได้ ดันโง่จ่ายไปหมดแล้ว ..

พนักงานเค้าก็มาขอโทษเราอีกทีทีหลัง บอกว่าเค้าเตือนไปแล้ว แต่มันก็นะ ก็มารับปากว่าไม่มีอะไร แต่ดันเป็นพนักงานที่ทำเอง เช้าวันกลับ ไม่มีละ เงียบ หลับสบายเลย … ถ้ามีอีก เราก็ไม่รออเลเหมือนกัน คงลงไปเฉ่งเองแน่ แล้วห้องที่ได้ติดสระว่ายน้ำเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะเวลาเด็กๆ ที่เอาพลังจากไหนไม่รู้มาตื่นเช้า เพื่อมาเล่นน้ำ ก็เสียงดังเจี๋ยวจ๊าวไม่แพ้กัน นอนไม่หลับ ไม่ต้องฝันเลยว่าจะตื่นเที่ยง ชั้นเป็นงี้แหละ มาเที่ยว และตั้งใจมาพัก ไม่ได้จะไปทำกิจกรรมอะไร จะมาพักล้วนๆ อยากให้มันเต็มที่ .. ไม่มีซะล่ะ เต็มที่ .. ก็จะจำไว้ว่าต่อไปจะไม่เลือกแบบนี้อีก .. ทุกอย่างดีหมดเลยนะที่นี่ ยกเว้นเรื่องเสียง แต่ถ้าใครไม่ถือสา ก็พักที่นี่แหละ ทุกคนโอเค

คืนแรกก็เดินไปหาอะไรกิน ว่าจะเดินไปอ่าวนาง ระหว่างทางผ่านร้านอาหารอิตาเลี่ยน พ่อหนุ่มอิตาเลี่ยนก็บอกว่า “เออ อยากกินพิซซ่าเเฮะ” ก็ไปแอบดู ร้านนี้มีทั้งอาหารไทยและอิตาเลี่ยน ไม่ได้ลองอย่างอื่น แต่อเลลองพิซซ่า ที่ทำด้วยเตาถ่าน เห็นบอกว่าอร่อยดี ชั้นลองอาหารไทย สไตล์คนใต้ แกงมาอย่างเผ็ด ฮ่าฮ่า .. แต่ก็อร่อยดี เสียอย่างเดียว ร้านอยู่ริมคลอง (ไม่ใช่คลองใหญ่เท่าไหร่) ทำให้ยุงเยอะมาก ราคาที่เห็นก็พอไหว .. ก็มาเที่ยวอ่ะนะ ของก็ราคานี้แหละ .. ก็คิดกันไป

พอไปถึงอ่าวนาง เห็นคนเยอะแยะมากมาย มาชุมนุมกัน ก็เลยเดินไปดู อ้า .. ใช่ นี่คือวันพ่อ และตอนนี้ทุกคนมาจุดเทียนถวายพรให้ในหลวงของเรา ก็เลยชวนอเล มานี่เลย มานี่ มาซะดีๆ เจ้าหน้าที่ก็มีเทียนแจกกันถ้วนหน้า ไม่ใช่เทียนเเท่งๆ ธรรมดา แต่ตัดขวดครึ่งหนึ่ง แล้วใส่เทียนลงในปากขวด (มีดีไซน์) ดูแล้วน่ารักมากมายจริงๆ ณ ตรงนั้นมีทั้งคนไทยและฝรั่งมาร่วมกันเต็มไปหมด พอถึงตอนร้องเพลงสรรเสริญนะ โอ้โห ชั้นร้องเต็มเสียง มีความสุขจริงๆ นอกจากนึกถึงในหลวงแล้วยังนึกถึงพ่อตัวเองด้วย สุขสันต์วันพ่อค่ะ …

พอเสร็จพิธี ก็จะมีนายกฯ ท้องถิ่นมากล่าวคำขอบคุณและเชิญชวนพี่น้องมาถ่ายรูปคู่กัน อเลเสนอตัวไปถ่ายด้วย ฮ่าฮ่า ..

แล้วเราก็เดินไปอ่าวนางที่เป็นตลาดนัดกลางคืน คนไม่ค่อยเยอะ แต่ร้านอาหารเยอะ เราก็เดินไปแล้วก็เดินกลับ ไม่รู้จะซื้ออะไร ของมันเหมือนๆเดิม แถมแพงด้วย ..

คือวันแรกยังไม่รู้ว่าของแพง เพราะไม่ได้กินอะไรมากมาย แต่วันต่อๆ มา ไปนั่งกินข้าวตามร้านต่างๆ เจอลาบหมูราคาเข้าไป 120 จานขนาดเดียวกับร้านแถวบ้านที่กรุงเทพฯ (ซึ่งขายแค่สามสิบ) แม่เจ้าโว้ย และไม่ใช่แค่ลาบหมู ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ข้าวราดอะไรต่างๆ ยิ่งอาหารทะเลไม่ต้องเอ่ยถึง ถึงจะอยู่ใกล้ทะเลแค่ไม่กี่มิล (ลิเมตร) แต่ราคาที่ตั้งไว้ ราวกับว่าเจ้าของร้าน, โรงแรม, รีสอร์ท ต้องเสียค่าขนส่งไปเอาอาหารทะเลกันถึงแถบเมดิเตอร์เรเนียนกันทีเดียว ลองเลื่อนดูหลายๆ เมนู และดูจากหลายๆ ร้าน เหมือนกับนัดกันไว้ว่าช่วงที่ (พวกเขาเรียกว่า) พีค ซีซันเนี่ย ต้องราคานี้เท่านั้น …

เซ็งเด่ะเซ็ง นึกว่ามากระบี่จะไม่เสียเงินมากมาย แต่กลับกลายเป็นว่าเสียมากกว่าที่อื่นๆ ที่คิดจะไปซะอีก ดีนะที่อยู่แค่ไม่กี่วัน

ขาเดินกลับ ผ่านร้านดำน้ำ อเลเลยจองคิวดำน้ำ ส่วนชั้นรออยู่บนฝั่งละกัน ใจก็ไม่อยากจ่าย เพราะดำน้ำอีก 3000 เราก็ไม่อยากเสีย (โคตรงก) และก็ไม่ได้เตรียมใจมาดำน้ำด้วย เลยบอกว่าไปเหอะ เดี๋ยวรอบนนี้ ไปเดินเล่นๆ เย็นๆ ใจเอง สบายๆ ล่ะ

ทริปนี้ แทบไม่ได้ทำอะไร สมกับไปพักจริงๆ จะไปไร่เลย์ก็ขี้เกียจ มีแต่เดินเล่นๆ ไปเรื่อยๆ ละเเวกนั้น น้ำทะเลก็ไม่ได้สวยสดใสเหมือนคราวก่อน คือถ้าออกไปดำน้ำน่ะสวยแน่ แต่ถ้าอยู่บนฝั่ง เล่นน้ำทะเล มันก็เหมือนทั่วๆ ไป ชั้นเองก็ดันไม่เคยได้อยู่บนฝั่งนิ่งๆ ซะทีเวลาที่ไปกระบี่ พอเจอแบบนี้ก็อึ้ง

ฟากอ่าวนาง ตอนนี้ก็มีเตียงนวดตั้งกันเป็นเต๊นท์ มีกว่าสิบเต๊นท์ แต่ไม่มีคนไปนวด ฝรั่งที่มีน้อยนิดก็ไปอาบแดด ส่วนใหญ่เป็นแนวมากันเป็นแบบครอบครัวมากกว่า …

สรุปแล้ว ทริปนี้มาเที่ยว แท็กซี่แพง ที่พักแพง อาหารแพง ของแพง … ชอบกระบี่มาตลอด แต่ทริปนี้ ไม่เลย คิดว่าถ้าไปกระบี่แบบต้องจ่ายเงินเองอีก .. คงไม่ไปละ :D   (ปล. ที่ผ่านมาไปกับที่บ้านบ้าง, ออฟฟิศพาไปบ้าง เลยฟรี ฮ่าฮ่า)

สถานะปัจจุบัน

•เมษายน 11, 2009 • Leave a Comment

ไม่ได้ลงมือปั้นตัวหนังสือผ่านจอคอมในบล็อกนี้มานาน .. วิญญาณผู้เล่ามันหายไปไหนไม่รู้ นี่ก็ใช่ว่ามันจะกลับมาอย่างจริงจัง แค่อยากมาเพ้อเจ้ออะไรบ้างสักเล็กน้อย ..

หายหัวไปก็ไม่ได้ไปไหน ขลุกอยู่แต่สถานที่เดิมๆ (งาน) และสถานที่ใหม่ๆ (ย้ายบ้าน) สองสถานบันเทิงที่เร้าใจกว่าการไปผับบาร์เป็นไหนๆ ที่เเรกบันเทิงอย่างหาที่ไหนไม่ได้ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน การรวมตัวกันของคนบันเทิงที่มีหลากหลายอารมณ์และหลายชาติมารวมตัวกัน แต่ค่อนข้างไปในทางบันเทิงส่อเสียด สนุกดีไม่ใช่เล่นที่ได้เห็นตัวเองคลุกคลีกับสีสันบันเทิงแบบสายรุ้งแบบนี้ แต่ก็ถือเป็นที่ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จักคนมากขึ้น เผลอๆ จะมากกว่าเนื้องานซะอีก ก็ดี … ไม่คิดว่าจะได้เจอความปลิ้นปล้อน ก็ได้เจอ ไม่คิดว่าจะได้เจอความน่าขยะแขยงของจิตใจมนุษย์ก็ยังหาได้ ยังดีที่ยังมีความน่ารักของแก๊งบันเทิงดีๆ เอาไว้หล่อเลี้ยงใจให้ชื่นบานได้ในแต่ละวันบ้าง คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ นี่บางทีเห็นทั้งหน้าทั้งเนื้อ ยังเข้าใจอะไรไม่ได้ก็มี .. ก็อย่างว่า หลายคนหลายชาติหลายวัฒนธรรม คนบนผืนเเผ่นดินเดียวกันยังคิดไม่เหมือนกัน แล้วจะไปนับประสาอะไรกับคนต่างผืนดินแต่มาอาศัยถิ่นกำเนิดของเราหาผลประโยชน์แล้วจะคิดต่างกับเรา แต่มันน่าเสียใจตรงที่เวลาให้ใจกับอะไรไม่เคยกั๊ก แต่โดนหลอกเหมือนโดนหักอกนี่ดิ มันชักจะไม่ไหว แต่ก็ไม่ได้เก็บไปคิดอะไรมาก ชะตาชีวิต คือสิ่งลิขิตเรามาแต่ต้น และอีกอย่างที่เชื่อก็คือ เวรกรรมมีจริง ใครทำอะไรไว้ เดี๋ยวมันก็จะได้อย่างนั้น หวังจะมากอบโกยในเเผ่นดินนี้น่ะเหรอ สงสัยจะยากแล้วละมั้งพ่อเฒ่า .. ฮ่าฮ่า .. (เพราแค่คนในประเทศชั้น อย่างเจ้ามูลๆ (เอ มูลแปลว่าขี้ .. โอ้วตายล่ะ ฮ่าฮ่า ขำว่ะ) อะไรนั่น ตั้งหน้ากอบโกยมาหลายสิบปี โดนยึดนั่นนี่ก็ยังมีใช้ สู้เค้าไม่ได้หรอกลุง)

สถานที่ที่สอง บ้านใหม่ ไฉไลกว่าเดิม มีพื้นที่ให้ดิ้นเเด่วๆ มากขึ้น ต้นไม้สร้างความบันเทิงเจริญใจ ค่อยยังชั่ว ถ้าไม่ได้ที่นี่ คงนั่งแหง่กในสี่เหลี่ยมแคบๆ ซังกะตายไปวันๆ ว่าแล้วก็ต้องขอบคุณอเล .. ที่ช่วยส่งเสริมผลักดันกันจนเราได้ลงเอยในสถานที่ที่สงบ ร่มรื่นทั้งร่างกายและจิตใจแบบนี้

แต่อ่ะนะ .. ไม่รู้ใครมันอิจฉา ไม่เคยให้คนไทยที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทยได้อยู่อย่างสงบสักที ศึกแดงเดือดที่ไม่ต้องรอให้เกิดเฉพาะตอนมีไฟเเดง (เมนส์น่ะค่ะ) มันมาได้ทุกอารมณ์ คิดน้อยๆ คงทำไม่ได้ พอคิดใหญ่ก็ใหญ่แบบไร้เหตุผล ไร้สติ ไร้สัมปชัญญะ เลยด้วยซ้ำ

บ่นไปก็เท่านั้น คนจะฟังมันก็คือคนที่รู้อยู่แล้ว แต่ไอ้คนที่ไม่รู้มันก็ไม่ยอมฟัง มันบอกว่า “มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ไม่เอาละ พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง” เอ๊ะ ไอ้นี่ จะรู้ไม่รู้ทำไมเอ็งไม่ลองฟังก่อนวะ .. “ไม่สนใจๆๆ ไม่รู้เรื่องๆๆ” ว่าแล้วมันก็วิ่งไปหยิบกระบองหยิบขวานสวมเสื้อสีแปร๊นไปพัทยา ฮ่าฮ่า … บ้าไปแล้วครับท่าน

สรุป สถานะปัจจุบัน ก็เรื่อยๆ เหมือนทั่วๆ ไป แต่เชื่อว่า 1 พ.ค. จะได้รู้แน่ว่าสถานะจะเปลี่ยนไปจากเดิมหรือจะเหมือนเดิมหรือไม่ รอกันไป อาจมีโอกาสได้นั่งรถไฟไปไหนยาวๆ สักที่ หรืออาจจะได้บินไปไกลๆ อีกครั้ง หรืออาจจะแ่ค่นั่งอยู่บ้าน หรือนั่งหน้าจอคอมทำงานงกๆ เหมือนเดิม เดี๋ยวรู้กัน

ความกลัว .. ที่น่ากลัว

•กุมภาพันธ์ 17, 2009 • 5 ความคิดเห็น

ไม่รู้เป็นอะไร แต่ไม่ได้กระเเดะ ไม่ได้ดัดจริต ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้อะไรเลย แต่มันกลัวจริงๆ เห็นเมื่อไหร่ จะเดินให้ห่าง แต่ถ้ามันห่างไม่ได้ มันก็จะรู้ึสึกอึดอัด ทำอะไรไม่ถูก ขนลุก เป็นกังวล สับสนและเดินไม่เป็นทาง

ที่พูดมาก็หมายถึงสัตว์สี่ขาที่หลายๆ คนอาจจะเจอบ่อยๆ ตามบ้าน .. ที่มันชอบอยู่บนเพดาน ร้องดังจุ๊ๆๆๆ นั่นแล้

ไม่รู้มันหลุดมาได้ยังไง อาจเป็นเพราะว่าชั้นเปิดประตูระเบียงไว้ มันเลยหลงเข้ามา แว่บแรกที่เจอ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้อง “เฮ้ยยย” แล้วนั่งนิ่งๆ เวลาผ่านไปๆๆๆ มันไม่เคยโผล่มาให้เห็นอีก หลายสัปดาห์อยู่ ก็นึกว่าอาจจะออกไปแล้ว (แต่จะออกไปยังไง เพราะหลังจากนั้นก็ปิดทุกรูที่แม้แต่มดยังเข้ามาไม่ได้) แล้วจู่ๆ วันนึง มันก็โผล่มา … ให้เห็นอีกครั้ง และหลังจากนั้น มันก็จะออกมาทุกๆ ห้าทุ่ม ของทุกๆ คืน ไม่รู้มันไปดูนาฬิกาที่ไหน แต่มันออกมาตรงเวลาเด๊ะๆๆ แต่พอมันเห็นชั้น มันก็จะหลบกลับไปในบ้านของมันทุกครั้ง (บ้านที่ว่าก็คือมิเตอร์ไฟฟ้า ประปาที่ฝังอยู่ในห้องนั่นเอง) แต่คนมันกลัว ยังไงๆ มันก็กลัว เห็นแค่หางก็กลัว แล้วมิเตอร์เนี่ยมันอยู่ด้านหลัง ทำอะไรก็ตาม ก็จะเสียวสันหลังตลอดเวลา แล้วมันก็จะออกมาเจอกันอยู่เรื่อยๆ แต่มันก็กลัวชั้นเหมือนกัน เราตัวใหญ่กว่ามันตั้งร้อยเท่า เวลาชั้นเห็น ทำเป็นเดินหนี มันก็หนีด้วย ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยนอนเร็วกว่าปกติ ห้าทุ่มมันออกมาปุ๊บ ชั้นก็ปิดไฟปั๊บ แต่ก็หลับไม่เคยลง เพราะจะได้ยินเสียงสวบสาบ จ๊อบแจ๊บต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมง มันคงลงมาหาของกิน

จิตใจไม่เคยเป็นสุขตั้งแต่นั้นมา ไปเล่าให้เพื่อนฟัง ก็โดนหัวเราะเยาะ โอ้วนี่อะไร ไ่ม่มีใครกลัวจิ้งจกกันเลยหรือไง เลยขอร้องให้มาช่วยหน่อย เพื่อนต่อรองขอเป็นวันเสาร์หน้า .. แม่เจ้า จะไปรอไงไหว หาข้อมูลเพิ่มเติมถึงการกำจัดจิ้งจก หลายๆ คนที่กลัวเหมือนกัน แนะนำวิธีหลากหลาย ที่ชั้นทำที่นี่ไม่ได้สักอย่าง แต่หลายๆ ข้อมูลก็จะลงท้ายว่า ขอให้แค่จัดการให้พ้นไปจากที่ที่เราอยู่ แต่อย่าถึงขั้นทำให้มันตายเลย เพราะจะมีผลร้ายมากกว่าดี (เพราะจิ้งจกช่วยรักษาสมดุลไง)

ช่วงนอนไม่หลับก็ครุ่นคิดหลากหลายเเผน แต่แล้วก็สำนึกได้ว่า ทำไมต้องรุนแรงไปถึงขั้นฆ่าแกง มันตัวแค่นั้น มันช่วยกำจัดแมลง มันไม่ได้มากัดชั้นซะหน่อย แล้วตอนนี้ มันเองคงไม่ได้คิดจะฆ่าชั้นเหมือนที่ชั้นคิดว่าจะเอากาวดักหนูมาดักมันแน่ๆ สลัดความคิดออกไป แต่มันก็วนเวียนกลับมาทุกคืน … ไม่เป็นอันกินอันนอน โทรบอกแม่ให้มาช่วย แม่ก็บอกว่า “แล้วชั้นไม่กลัวจิ้งจกเหมือนเธอหรือไง” ฮ่าฮ่า .. เออ เป็นทั้งบ้าน

ทุกครั้งก่อนกลับบ้าน ต้องเคาะห้อง ให้พี่เค้ารู้ตัวว่าชั้นจะมาแล้วนะ ช่วยหลบไปหน่อยได้ไหม …

วันนี้ เหมือนเดิม .. คิดในใจว่า อยู่ต่อไปไม่ไหวแน่ๆ แล้ว ต้องหาคนช่วย เลยไปบอกพี่ยามว่า ขอความช่วยเหลือหน่อยนะคะ จับจิ้งจกออกจากห้องให้หน่อยนะคะ พี่ก็หัวเราะ แล้วก็มาช่วยแต่โดยดี …. ไล่ไปไล่มา มันหลบแล้ว หลบอีก พี่เค้าก็ฉีดสเปรย์ฆ่าแมลงให้มันฉุน จะได้ออกมาให้เห็นง่ายๆ เราก็บอกจิ้งจกว่า อย่าหนีเลย มาดี ไม่ได้มาทำร้าย แค่จะมาเอาออกไปนอกห้องนะ และก็บอกพี่ยามว่าอย่าฆ่ามันนะพี่ เอาออกไปเฉยๆ นะคะ …. ก็รื้อค้นกันอยู่นาน จนจากที่โล่ง มันหนีไปในที่ลับ ด้านหลังตู้เย็น ทำให้ลำบากขึ้น ชั้นก็เอาใจช่วย ภาวนาว่าออกมาเหอะนะ ไม่ทำอะไรหรอก จะได้ไปอยู่ที่อื่นที่มีอาหารกินมากกว่านี้ ชั้นก็วิ่งไปรอหน้าห้อง ให้พี่เค้าค้นหาอย่างสะดวกขึ้น แล้วจู่ๆ ก็เห็นพี่ยามทำท่ากระทืบเท้า … เฮ้ย เจอไหม …

เจอ

และพี่ก็บอกว่า “มันตายแล้ว”

คือเค้ากระทืบมันตาย

เศร้าว่ะ

ไม่ได้อยากให้ฆ่า ไม่ได้อยากให้ทำร้าย อยากแค่ให้เค้าจับมันไปเฉยๆ แค่อยากให้มันออกไปจากห้อง

นี่ความกลัวของเรา ทำให้เกิดการพรากชีวิต ชีวิตหนึ่งเลยหรือเนี่ย

ยืนอึ้งๆ มึนๆ พี่ยามเอาร่างไร้ชีวิตของจิ้งจกออกไปทิ้งนอกหน้าต่างด้านนอก ชั้นยืนไว้อาลัยแบบไร้สติ ไม่ได้ยินดี เเฮปปี้มีความสุขอะไรเลย แต่กลับรันทดใจที่ความไม่เอาไหนของตัวเองแท้ๆ จิ้งจกตัวนี้ มาช่วยให้บ้านน่าอยู่ขึ้นด้วยการกำจัดเเมลง และมันเองก็กลัวชั้นจะเป็นจะตาย มันพยายามแล้วที่จะไม่มากวน แต่มันก็คงอดใจไม่ไหวที่ต้องออกมาหาอะไรกินตามสัญชาตญาณของมัน แล้วมันก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายชั้น มีแต่หนีหัวซุกหัวซุน มันไม่ไปไต่ในที่ที่ไม่ควรไต่ มันอยู่ในบ้านของมันตรงหัวมุมเพดานห้องชั้น … แต่พี่ยาม จัดการมันไปแล้ว .. เอาชีวิตมันไปแล้ว … มันตายแล้ว

ความกลัว นี่มันน่ากลัวจริงๆ คนเราพอถึงขีดสุด ก็ถึงขั้นทำได้ทุกอย่างที่จะทำให้เรารอดพ้นความกลัวได้ ถึงชั้นจะไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตมันไป แต่ชั้นก็ได้ขอร้องให้พี่เค้ามาช่วยจับมันออกไป แต่คำขอร้องของชั้นเหมือนคำสั่งฆ่า เพราะพี่เค้าก็จะทำทุกวิถีทางที่จะเอามันออกไปโดยไม่ได้สนใจสิ่งที่ชั้นบอกว่า “อย่าทำร้ายเค้านะพี่”

ชั้นสวดมนต์แผ่เมตตาให้มัน ก็ขอให้สิ่งนั้นไปถึงมันด้วย … ขอโทษ แต่ชั้นไม่คิดเลยเหมือนกันว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของมันในโลกนี้จริงๆ

ลองนึกในทางกลับกัน มันจะเป็นยังไง ถ้ามีคนมาจับชั้น ไล่จับชั้น แล้วสุดท้าย พอชั้นหนีไปไหนไม่รอดแล้ว แทนที่จะจับชั้น แล้วโยนออกไปแต่กลับกระทืบชั้นให้ตาย …

ขออภัยนะจิ้งจก ..

ถึงมันจะสายไป ถึงจะไม่สามารถได้ยินอีก แต่ขอโทษจริงๆ

จริงๆ

เรื่องของเด็กอายุ 13

•กุมภาพันธ์ 17, 2009 • มี 1 ความคิดเห็น

เด็ก .. คือเยาวชนของชาติ ..

อืม …

เยาวชนของชาติ เดี๋ยวนี้ โตไวกว่าที่คิด บางครั้งโตทั้งความคิด และโตทั้งตัว แต่บางครั้งก็โตแต่ตัว แต่ยังไม่พร้อมจะโตทางความคิด สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงสัปดาห์นี้ เจอสองข่าวเกี่ยวกับเด็กชายสองคน ที่มีวัย 13 ปี เท่ากัน ต่างกันที่เชื้อชาติ ต่างกันที่ศาสนา แต่ที่ไม่ต่างคือตกเป็นข่าว .. เหมือนกัน ในเรื่องราวที่ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงกัน ..

ทำไมเด็กๆ ถึงอยากรู้เรื่องเซ็กซ์ คิดถึงตอนเด็กๆ ความอยากรู้อยากเห็นชั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้มันมีมากแค่ไหน อยากรู้ แล้วอยากลองหรือเปล่า แน่นอนว่าตอนเด็กๆ น่ะไม่ แค่คิดก็รู้สึกผิดซะแล้ว แต่ยุคสมัยเปลี่ยน อะไรหลายๆ อย่างมันล่อตาล่อใจ การเรียน แล้วรู้ รู้แล้วสังเกต สังเกตแล้วอยากลอง ก็คล้ายๆ กฎนักวิทยาศาสตร์ งานนี้หนูทดลอง ก็เลยเป็น “หนูๆ” นั่นเอง

ไม่ขอวิเคราะห์ว่าใครผิดใครถูก เพราะหนึ่งในสองกรณียังอยู่ระหว่างการสอบสวน แค่อยากพูดถึงสิ่งที่ได้ยินมาเท่านั้น

บทแรก จากอังกฤษ เด็กชายวัย 13 ที่ไปมาหาสู่บ้านเด็กหญิงวัย 14 จนคุ้นเคย เนื่องจากบ้านใกล้เคียงกัน เด็กชายข้ามฝั่งไปบ้านเด็กหญิง ที่มีพี่ชายอีกสามคน (ถ้าจำไม่ผิด) ถึงขนาดเอาเสื้อผ้าไปทิ้งไว้ที่นั่น เผื่อวันไหนไม่ได้กลับบ้านจะได้เปลี่ยนชุดไปโรงเรียนได้สบายๆ ไปๆ มาๆ ก็มีเซ็กซ์กัน ก็ไม่รู้สาเหตุว่าเป็นไงมาไงไปไง แต่ด้วยความที่เห็นกันทุกวัน อาจจะเพราะอยากรู้อยากลอง หรืออาจจะเพราะความรักที่เกิดขึ้น เนื้อข่าวไม่ได้บอกไว้ วันหนึ่ง เด็กหญิงรู้สึกปวดท้อง เลยไปหาหมอพร้อมเด็กชาย หมอถามว่า มีเซ็กซ์กันหรือเปล่า พอตอบว่าใช่ หมอเลยตรวจปัสสาวะ ก็เจอเลย “ท้อง” ก็ร้องไห้กันแทบเป็นแทบตาย ปิดแม่ได้ไม่นาน แม่สังเกตว่าทำไมลูกสาวอ้วนขึ้น ซักไปซักมา ได้ความว่า “ตั้งครรภ์”

วันที่ข่าวออกก็คือ “ลูก” ของเด็กหญิงและเด็กชายทั้งคู่นี้คลอดแล้ว สมบูรณ์ น่ารักน่าชัง เด็กชายบอกพ่อเขาว่านั่นเป็นการมีเซ็กซ์ครั้งแรกของเขา และเขาไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรตามมา และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะดูแลยังไงต่อไปดี เพราะว่าทั้งสองบ้านไม่ได้มีฐานะอะไร ตอนนี้เด็กชายยังได้เงินจากทางบ้านวันละสิบปอนด์อยู่เลย .. ไม่รู้ว่าพวกเขาผ่านมาถึงวันนี้ได้ยังไง แต่อย่างน้อยๆ สิ่งดีๆ ที่พวกเค้าทำก็คือ เค้าไม่ได้คิดว่าจะทำแท้ง ถึงเค้าจะไม่รู้ว่าจะดูแลยังไง แต่เค้าก็ยังมีใจที่จะดูแล

เเต่จริงแล้ว .. ไม่รู้จะรู้สึกยังไง หรือจะบรรยายหรือจะเข้าใจในแง่ไหนดี แต่เค้าทั้งคู่บอกว่า จะดูแลเด็กคนนี้ให้ดีที่สุดและจะสร้างครอบครัวให้ดีที่สุด …

ถึงจะรู้สึกแปลกๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ขอเอาใจช่วยด้วยนะน้องๆ

(ตอนตัวเองอายุ 13 เพิ่งจะเข้าม.1 โหย ไม่อยากจะคิดว่ายัง innocent กว่าเด็กคู่นี้ร้อยพันเท่า ฮ่าฮ่า)

บทที่สอง จากประเทศไทยนี่เอง กรุงเทพฯ นี่เองด้วย อาจารย์สาวสอนภาษาอังกฤษ โดนผู้ปกครองเด็กชายอายุ 13 ฟ้องว่าข่มขืนลูกชายพวกเขา .. เอาละเซ้ …

http://news.mthai.com/hot-news/8933.html

เด็กชายบอกว่า นอกจากเรียนที่โรงเรียนแล้ว ยังเรียนพิเศษกับอาจารย์คนนี้ด้วย วันนึงอาจารย์วัย 29 ปี ก็ชวนเข้าห้องพักในหอพักครู แล้วก็ทำการล่วงละเมิดทางเพศเขา และมีต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง จนเพื่อนนักเรียนรู้ และแจ้งฝ่ายปกครง อาจารย์สาว โดนตั้งคณะกรรมการสอบสวน จนเธอทนไม่ไหว ต้องลาออกไป แต่จู่ๆ เรื่องกลับมาฉาวขึ้นเมื่อผู้ปกครองแจ้งตำรวจให้จับเธอ ด้านอาจารย์ให้การกับตำรวจว่า ทุกอย่างก็ไม่ต่างจากข่าวมากนัก เพียงแต่ว่ามันเกิดจากการสมยอมกันทั้งสองฝ่าย เธอไม่ได้ข่มขู่หรือข่มขืนแต่อย่างใด เมื่อครั้งแรกผ่านไป ครั้งที่สอง ที่สาม เด็กชายต้องการอีก และบอกเธอว่า หากไม่ให้จะไปบอกคนอื่น ทำให้เธอต้องยอม จนนักเรียนคนอื่นรู้เรื่องดังกล่าว …

ตอนนี้อยู่ระหว่างสืบสวน สอบสวน และอีกมากมาย ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นยังไง

เฮ้อ .. เรื่องของเด็กๆ เรามันแก่แล้ว ตามอะไร ไม่ค่อยจะทันเลยเนอะ

ทบทวน 2008 ตอน 3.1 วันอบอุ่นที่เขาใหญ่

•กุมภาพันธ์ 8, 2009 • 6 ความคิดเห็น

ปีนี้คงไม่ได้มีโอกาสแวะไปยังขุนเขาที่รัก ที่ไปบ่อยๆ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ถ้าหากว่าเพื่อนรักไม่ตัดสินใจสละโสดที่นั่น .. ขอบคุณเพื่อนหนุ่ยและเพื่อนโจ้ที่เชิญชวน และสนุกที่ได้ร่วมด้วยช่วยกันสร้างสรรค์ให้งานปาร์ตี้ออกมาอย่างดี ..

งานจัดที่ ชาโต้ เดอ เขาใหญ่ รีสอร์ตหรู ที่ห้องพักแสนสบาย หนุ่ยจองให้นอนดื้นได้แบบไม่เบียดใคร เขาใหญ่วันนี้ก็ยังไม่หนาว แต่ค่ำคืนริมทะเลสาปกับปาร์ตี้สนุกๆ ทำให้พวกเราเพลิดเพลินไปอีกแบบ เหมือนเป็นงานเลี้ยงรุ่นที่รวมเพื่อนกลุ่มหนึ่งมาด้วยกัน หลายๆ คนขับรถมาเองจากกทม. พวกชั้นเช่ารถตู้มากันสบายเเฮ … สามวันสองคืน เพื่อมาเตรียมและจัดงาน และก็ได้เห็นความสุขและรอยยิ้มของเพื่อนๆ ที่มีให้กับเพื่อนเราทั้งสองอย่างเต็มที่ ..

งานเลิก เราแวะไปที่ พอสโต เบลโล (คิดว่าชื่อนี้นะ) ร้านกาเเฟและเบเกอร์รี่สไตล์อิตาลี ที่เราเห็นกันในฟอร์เวิร์ดเมล์บ่อยๆ วันนี้เหมือนตลาดนัด สถานที่ยังคงความสวยงาม แต่บรรยากาศที่ทุกคนเฮโลกันไปถ่ายรูป บ้างก็อุดหนุนซื้อขนม ไอติมมากินกัน บ้างก็มาถ่ายรูปเฉยๆ โต๊ะเก้าอี้ไม่พอ ก็นั่งกันตรงสนามหญ้ากันไปเลย หมดอารมณ์ถ่ายรูปเพราะแทบไม่เห็นอะไรนอกจากผู้คน … ได้ข่าววันนั้นว่า เจ้าของร้านบอกว่าเบื่อ ไว้จะเลิกทำแล้ว เพราะแค่อยากเปิดเฉยๆ แต่คนมาเยอะเกินไป สองอาทิตย์ถัดมา น้องสาวที่ออฟฟิศแวะไป บอกว่าเจอสภาพเดียวกัน และวันนี้เค้าเก็บตังแล้วค่าเข้า .. และได้ 1 ดริงค์ คือกาแฟหนึ่งแก้ว .. แม่เจ้า ตกลงก็ไม่พ้นธุรกิจ .. ไหนว่าจะเลิกไง ไหนว่าจะทำชิลๆ แล้วไหงเก็บตังแล้วล่ะคะ แต่ราคา 50 บาท ก็ไม่ได้แพงมากขนาดว่าใครๆ จะไม่อยากจ่าย ก็ไม่รู้ว่าวันนี้ จำนวนคนที่เข้าไปลดลงหรือยัง …

ยังไงก็แล้วแต่ ขอยินดีกับเพื่อนสาวอีกรอบ .. หลังจากวันนั้น ก็ไม่ได้เจอหนุ่ยอีกเลย หวังว่าคงได้กินเหล้ากันเร็วๆ นี้ .. นะ :)

ทบทวน 2008 ตอน 2.3 แม่ฮ่องสอน

•กุมภาพันธ์ 6, 2009 • 2 ความคิดเห็น

แค่สองชั่วโมงก็ถึงเมืองแม่ฮ่องสอน มีหนาวอยู่แว๊บนึงตอนผ่าน “กิ่วลม” และ “ปางมะผ้า” เค้าบอกว่า ปางมะผ้าน่ะ เหมือนปายสมัยแรกๆ ถ้าอยากสัมผัสวิถีคนพื้นเมืองและบรรยากาศดีๆ ขอให้เปลี่ยนจากปายไปปางมะผ้าเถอะ แต่ต้องรีบๆ ไปนะ เพราะอีกไม่นานก็คงวุ่นวายอย่างปายแน่แล้ว

ขับมาถึงตัวเมืืองเเม่ฮ่องสอน รู้ึสึกอยากถอดเสื้อผ้ามากๆ เพราะว่ามันร้อนสุดๆ มาผิดเวลาจริงๆ ปกติไม่เคยเข้ามาในตัวเมืองเเม่ฮ่องสอนโจ้งๆ แบบนี้เลย จะแวะไปตามเมืองตามเขามากกว่า พอครั้งนี้มา โห .. เมืองนี้แห้้งมากๆ และยิ่งร้อนเลยยิ่งแห้งด้วย เราจอดรถไว้ตรงเรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเลย จะมีสระน้ำแอบสร้างความชุ่มชื่นให้เล็กน้อย รอบๆ เป็นวัด, ร้านอาหารและที่พัก

ไม่รู้จะไปพักที่ไหนดี จะไปดูอะไรดี จะทำอะไรดี แต่หิวมากๆ จะไปกินเลยก็ไม่ได้ อยากจะหาที่พักกันก่อน ก็เลยขับไปเรื่อย ไปรอบๆ ที่พักมีตั้งแต่ 200 บาทไปยันพันกว่าบาท เราเจอที่นึง ไม่ไกลจากจุดศูนย์กลางนัก “ร่มไทย เกสท์เฮาส์” 500 บาท กับห้องกว้างๆ ภายในเป็นสวน อืม .. เอาอันนี้แหละเนอะ

ไม่ค่อยจะมีคนเเถวนี้เท่าไหร่ ชั้นคิดว่ามันไม่ใช่เมืองของการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเองอาจจะแวะมาถ้าเกิดข้ามฝั่งไปพม่าแล้วกลับมาแวะสักคืนก่อนไปที่อื่นต่อ อ่ะ พอหาที่พักได้ ก็เลยไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารที่เหมือนว่าจะโอเคที่สุดในละแวกนี้ Sunflower Pub And Restaurant ถ้าเป็นในกทม. ก็เหมือนคาราโอเกะผับหรืออะไรเืทือกนั้น มีนักร้องสาวๆ มา้ร้องเพลงฝรั่งแบบบ้านๆ แต่อาหารอร่อยดีนะ … กินเสร็จก็ไปเดินเล่นที่วัด ถ่ายรูป ที่วัดจองกลาง แล้วก็เเวะไปหาอีกสองสามวัดรอบๆ ก็ไม่มีอะไร กลับมาอาบน้ำแต่งตัวรอคืนนี้ไปเดินตลาดกลางคืน

แต่ตลาดที่นี่ต่างจากปายสิ้นเชิง มีของหลากหลายเเต่ถ้าเทียบกับถนนคนเดินเชียงใหม่, ปาย หรือที่หลวงพระบาง พวกนั้นจะมีความหลากหลายและของน่ารักกว่า เราเดินไปเรื่อยๆ จนเหนื่อย แวะถามตำรวจเล็กน้อยถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่ควรจะไปเที่ยวแล้วก็กลับไปนอน …

วันต่อมา เห็นท่าว่าเราควรจะชิ่งออกจากเเม่ฮ่องสอนให้เร็วที่สุด ก่อนไปก็แวะไปดูพระธาตุดอยกองมู ถ้าเป็นหน้าหนาว เค้าว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดที่นี่ แต่เราไม่เห็นทะเล ไม่เห็นหมอก ไม่เห็นอะไรเลย … มีแต่เเดดเปรี้ยงๆ แต่วัดงดงามสมคำร่ำลือ ถ่ายรูปสักพัก พักกินกาแฟ บนนั้นมีร้านโปสการ์ดน่ารักๆ และร้านกาแฟที่บรรยากาศดี แต่รสชาติกาแฟ .. เฉยๆ ก็เอาไว้พักเหนื่อย แล้วก็ไป ขับต่อไป หมู่บ้านกะเหรี่ยงกัน

พยายามนึกทางที่ตำรวจแนะนำเพื่อไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวบ้านในสอย (จริงๆ มีอีกสองที่ บ้านน้ำเพียงดิน (ต้นตำรับคอยาว) แต่ต้องนั่งเรือหางยาวต่อไปอีก และบ้านห้วยเสือเฒ่า แต่พอดีบ้านในสอยใกล้กว่า และเราก็ออกมาสายแล้วด้วย จะไปบ้านน้ำเพียงดินก็คงไม่ทัน) ระหว่างทาง ก็ขับๆ ตามป้าย แต่แล้วป้ายหายไป หลงเข้ามาในที่ที่เหมือนป่า เอาละหว่าไปทางไหนดี พอดีเจอพี่ชายคนนึง จอดมอเตอร์ไซค์อยู่อย่างโดดเดี่ยวข้างทาง และทำท่าทางเหมือนกำลังซ่อมอะไรสักอย่าง เราก็เลยเเวะถามทาง เค้าบอกว่า เค้าอยู่แถวหมู่บ้านนั้นพอดี และบอกทางเรา อเลเลยบอกว่าให้เค้าติดรถไปด้วยกัน เพราะรถเค้าเสียและพี่เค้ามีถุงใหญ่ๆ อีกสองถุง ตอนแรกเค้าทำท่าลังเลแบบเกรงใจ เราต้องคะยั้นคะยอไป จนเค้าก็ไปด้วย

พี่เค้าพูดไทยไม่ค่อยชัดนัก เพราะแถวนั้นเค้าพูดภาษาท้องถิ่นแบบสุดๆ แต่ก็ทำความเข้าใจอย่างดี ขับมาสักพัก ก็ผ่านร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ พี่เค้าก็ขอลงเอารถไปซ่อม … เเล้วก็บอกว่าจะพาเราไปให้ถึงหมู่บ้าน แล้วเค้าจะเดินกลับมาเอง โห อึดเชียว ก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราหาทางไปกันเอง ไม่น่าหลงหรอก ขอบอกขอบใจกันยกใหญ่ คนไทยใจดีแบบนี้นี่เอง .. เนอะๆ

แล้วก็มาถึงบ้านในสอย โห มีคนมาเที่ยวอีกกรุ๊ป อยู่ไม่ถึง 5 นาทีเค้าก็ไป ก็เพราะหมู่บ้านมันไม่มีอะไรเเล้ว คือมีร้านรวงจริง แต่เหมือนทำขึ้นเพื่อเซ็ทอัพรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะกะเหรี่ยงที่นี่ เค้าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบกะเหรี่ยงจริงๆ จังๆ เท่าไหร่นัก เพราะด้านหลังจะเป็นหมู่บ้านที่เค้าอยู่ แต่ด้านหน้าจะเป็นร้านขายของ คนน้อยมาก ได้ข่าวมาว่ากะเหรี่ยงหลายต่อหลายคน พยายามหาทางให้ชีวิตดีขึ้น โดยการเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ ทางรัฐบาลต้องรีบรณรงค์สร้างให้หมู่บ้านน่าอยู่ หางานรองรับ เพื่อให้กะเหรี่ยงกลับมาเรียกเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นและเพื่อการอนุรักษ์ไว้ด้วยวัฒนธรรมกะเหรี่ยงคอยาว … อืม … จะำทำอะไรก็ไม่ได้ ลองนึกดูดิ ถ้าเกิดชั้นน่ะ ชั้นที่ไม่ได้มีคอยาวอะไรหรอก แต่ถ้าชั้นเบื่อบ้านตัวเอง เลยอยากไปบ้านอื่นเมืองอื่นเพื่อไปหาสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็โดนเรียกให้กลับมาอยู่ที่บ้านเพื่อมาลุ้นอีกทีว่าจะทำอะไรได้ไหม .. แล้วชั้นจะอยากกลับมาไหม …

อันนี้มันงานสำนึกรักบ้านเกิดล้วนๆ เลยนะนั่น

เราเดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ ภายในมีลานโล่งๆ และมีซุ้มที่มีกระดานดำอยู่เเผ่นนึง เค้าเรียกที่่นี่ว่า “โรงเรียน” ห้องพักครูก็แสนโทรม แต่ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมเลยไม่มีการเรียนการสอนที่ไหน มีเพื่อนฝรั่งอยู่คนนึง บอกว่าปีนี้ (2009) จะไปสอนชาวเขาที่แม่ฮ่องสอน 4 เดือน เห็นแล้ว อืม.. คือพวกเพื่อนเนี่ยก็อยากมาอยู่เมืองไทยด้วย ชอบเมืองด้วย ก็เลยแลกที่นอน วีซ่า การใช้ชีวิต กับความรู้ภาษาอังกฤษกับเด็กๆ และคนที่นั่น ก็น่าปลื้มไม่น้อย …

บ๊ายบายพี่ๆ น้องๆ กะเหรี่ยง เราคงได้เจอกันอีกโอกาสหน้านะ … ได้เวลาขับลงไปเมืองอื่นแล้ว

ทบทวน 2008 ตอน 2.2 ปาย วันหลัง

•กุมภาพันธ์ 3, 2009 • Leave a Comment

กว่าจะเดินหาที่พักที่ปายได้ เล่นเอาหลังยอก คือเราไม่ได้หาที่พักมาก่อน กะว่า walk in เพราะคราวที่แล้วก็ทำแบบนี้ และก็ได้ที่พักโอเคด้วย แต่พอคราวนี้ ที่พักดูฟึ่บฟั่บกว่าเดิม ไม่รู้จะพักที่ไหนดี เลยลองเริ่มจากบ้านที่เคยมากะเพื่อนไล พี่อ๊อด และน้องต๊อบ “บ้านตะวัน”

โห อย่างที่บอก แค่ 3 ปี อะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย บ้านตะวันเคยมีสวนตรงกลาง เคยมีบ้านโล่งๆ ตอนนี้ไม่มีแล้ว เค้าสร้างใหม่ เต็มพื้นที่ ดูแล้วอึดอัดมาก ถ้าเกิดชวดบ้านริมน้ำ เป็นอันว่าอย่าพักหลังอื่นในนี้เลย แออัดจริงๆ และราคาก็แพงขึ้นกว่าเิดิมอีกสองร้อยบาท … อืม … มันน่าช้ำใจนัก ก็คงเป็นเพราะคนเยอะขึ้น เจ้าของก็เห็นโอกาสในการสร้างกำำไรใส่กระเป๋า .. ถึงแม้จะต้องลดสีเขียวๆ (ของหญ้า) ลงบ้าง แต่ได้สีแดงๆ ม่วงๆ เทาๆ (ของแบงค์) ก็คงจะดีกับเขามากกว่า แต่ชั้นเสียดาย … เเทน

เราเข้าไปเช็คที่พักถัดไป ราคา 150 บาท ห้องโอเค ยกสูง ห้องน้ำรวม มุงจาก แต่ … ถ้าพักที่นี่ ตอนดึกคงมีเพื่อนชื่อจิ้งจก ตุ๊กแก หรือไม่ก็งู มานอนด้วยแน่ๆ ป่าสุดๆ แถมคนดูแลซึ่งอาจจะเป็นเจ้าของเองหรือเป็นผู้จัดการที่พัก (เรียกหรูมะ) ดูเหมือนเพิ่งตื่นจากการอัพยามาหมาดๆ 555 เออ อเลไปที่อื่นเถอะ หาไปอีก 3-4 ที่ จนมาเจอ “บ้านปายวิลเลจ” ไม่ได้ติดริมน้ำอะไรหรอก แต่บรรยากาศดูสะดวกสบาย ไร้กังวลดีเหลือเกิน บริเวณทานอาหาร ดื่ม และเล่นอินเตอร์เน็ตช่างใหญ่โตมโหฬาร ราคาที่พักที่โอเค (เพราะหารสองกะอเลจะเหลือแค่คนละ 350บาท) ก็ถือว่าใช้ได้ เดินไปบอกสเตฟาน เอาที่นี่นะ มาดูก่อนว่าชอบไหม ถ้าเธอชอบเหมือนกัน ก็พักมันที่นี่เลย สเตฟานไม่หือไม่อือ คงเพราะว่าเหนื่อยจากการนั่งรถมาแล้ว ก็เลยบอกว่าเธอเอาที่ไหน ชั้นเอาด้วย 55 เสร็จกรู …

แล้วเราก็เลยพักกันที่นี่ อาบน้ำ แต่งตัว ดื่มเบียร์ ออกมาเดินเล่นตลาดปาย อย่างสนุกสนาน คืนนั้นถือโอกาสทำอะไรให้เป็นสิริมงคลด้วยการลอยโคม ยี่เป็ง ข้ามไปอีกฟากของแม่น้ำปิง 3 อันร้อยเท่านั้น ถูกดี แต่ทำเพื่อความสบายใจ มาสามคนพอดี และลอยครับ ลอยจริงๆ แต่อันสุดท้าย มันร่วงบนหลังคาร้านอาหารพอดีเด๊ะ โชคดีไฟดับแล้ว ไม่งั้นล่ะนิวเอ๋ย อเลเอ๋ย สเตฟานเอ๋ย .. ซวย

เช้าวันต่อมาเราก็แวะไปที่บ่อน้ำร้อนท่าปาย ที่เดิม แต่คนน้อยลง มีบ่อเพิ่มขึ้น คราวที่แล้วบ่อนั้นยังต้มไข่ไม่ได้เลย คราวนี้ต้มได้แล้ว ก็นั่งเล่น ต้มไข่ ลัลลากันไปสักพัก แล้วก็ไปหากาแฟกิน (แต่ชั้นไม่กินกาแฟ) เจอที่ใหม่ชื่อ Coffee in Love ภายนอกดูสวยงาม ร่มรื่น แต่ที่นั่งด้านในมีไม่มาก ซึ่งคนเต็ม และเห็นหลายๆ คนแวะมาถ่ายรูป แต่ก็แค่ถ่ายรูป ไม่ได้ไปซื้อกาแฟกิน เราอุดหนุนทางร้าน (แต่ไม่น่าเลย เพราะเจอมารยาทไม่ดีของที่ร้านมา) เซ็ง .. ก็ถ่ายรูปมาตามระเบียบ กาแฟ ก็ไม่ได้อร่อยไปกว่าที่อื่น ช็อคโกแลตเย็นก็งั้นๆ (จริงๆ) แต่สถานที่น่ารักดี สุดท้ายก็กลับไปใช้บริการ All About Coffee ในตลาดปายเหมือนเคย .. ฮ่าฮ่า …


สองวันผ่านไปเหมือนโกหก อยากอยู่ต่อ แต่ถ้ายังอยู่ต่อคงไปแม่ฮ่องสอนแล้วกลับกทม. ไม่ทันแน่ๆ (เซ็ง มาน้อยไป) พรุ่งนี้เช็คเอาท์ และจะออกเดินทางไปแม่ฮ่องสอนต่อละ .. นะ …