ติดแอร์ที่เนปาล ตอน 28 ฉันไม่ได้เกลียดอินเดีย

นี่เรียกได้ว่าฉันมาอินเดียสองครั้งแล้วได้หรือเปล่า?

เราหนีอินเดียไปเมื่อเดือนก่อน ทั้งๆ ที่แผนของเราควรจะอยู่อินเดียถึงสี่สัปดาห์ด้วยกัน กลับมากัลกัตต้าอีกครั้งนี้ ฉันก็ยังถามตัวเองเหมือนเดิมว่า “เพราะอะไรเราถึงหนีอินเดียไปเนปาล” แต่ .. คำตอบก็ยังไม่ชัดเจน ได้แต่หลอกตัวเองไปว่าเพราะที่นี่มันวุ่นวายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น … ใช่ไหม

ครั้งแรกที่เหยียบอินเดีย ในเมืองกัลกัตต้า ความรู้สึก ณ ตอนนั้นคืออาการปั่นป่วนกับการเดินทางพร้อมเพื่อนร่วมทางจากเมืองแห่งสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า นี่คือการเดินทางด้วยกันครั้งเเรกของเราทั้งคู่ เราไม่เคยรู้จักกันมากไปกว่าตัวหนังสือที่เราซ้อมวางแผนด้วยกันมาตลอดสองเดือนก่อนหน้าการเดินทาง เราแค่เที่ยวด้วยกันผ่านคอมพิวเตอร์จนวันที่ 29 กันยา 2007 เราถึงได้เดินทางมาเที่ยวด้วยกันในโลกแห่งความจริง ถึงเราจะรู้จักกันมาพอสมควร และอาจจะพูดกันมากกว่าบางคนที่ฉันเจอหน้าทุกวัน แต่การใช้ชีวิตในการท่องเที่ยวด้วยกันจริงๆ มันทำให้เราต่างเกรงใจซึ่งกันและกัน และไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกมา และเราดันต้องแบกความรู้สึกกระอักกระอ่วน ปั่นป่วนนี้ไว้ในสถานที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน ในเมืองที่ใครๆ บอกว่า “ควรจะเก็บไว้เที่ยวเป็นเมืองสุดท้าย หลังจากที่คุ้นเคยกับอินเดียมากกว่านี้แล้ว” ทำให้ทุกอย่างมันปั่นรวมกันเหมือนเอากล้วยมาใส่เนื้อบดแล้วโรยด้วยพริก ยังไงยังงั้น

ฉันเลยคิดว่ามันคือความพลาด เลยหาทางหนี แล้วไปเนปาล …

แต่การกลับมาครั้งนี้ของเรา แม้ว่าทุกอย่างในกัลกัตต้ายังเหมือนเดิม ผู้คนใช้ชีวิตวุ่นวายแบบเดิม รถยังบีบแตรดังๆ ตามจังหวะอินเดียน่าเหมือนเดิม รถติดเหมือนเดิม ขอทานเยอะเหมือนเดิม อาหารเดิมๆ รอยยิ้มเดิมๆ คนขับแท็กซี่ยังกรูกันมาเรียกผู้โดยสารเหือนเดิม แต่ .. ความรู้สึกของเรากลับเปลี่ยนไป

เนปาลช่วยได้จริงๆ ใช่ไหม?

เสียงแตรกลายเป็นเสียงดนตรีแจ๊ซที่เราคุ้นเคย เรายิ้มได้เวลาเเท็กซี่ขอค่าโดยสารเพิ่มหลังจากโกงมิเตอร์ เราเดินบนท้องถนนท่ามกลางความสับสนได้อย่างไม่ว่อกแว่ก เรายินดีกับการพบปะผู้คนที่เดินเข้ามาหาเราแล้วบอกว่า “ถ่ายรูปสิ ถ่ายรูปฉันหน่อย” หรือแม้แต่ “ขอเงินหน่อย ขอเงินหน่อย”

บางที ก่อนหน้านี้ อินเดียไม่ได้ทำให้เราสองคนตื่นตระหนก วิตกจริต จนต้องร่อนหนีไปเนปาล แต่อาจเป็นเพราะฉันกับอเลไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้กันและกันเพื่อรับมือกับการท่องเที่ยวด้วยกันก็เป็นได้ แต่หลังจากใช้เวลาเป็นเดือนที่เนปาล ทำให้ฉันได้รู้จักอเลมากขึ้น และอเลรู้จักฉันมากขึ้น ทุกอย่างมันคือเรา ไม่ใช่เมือง ไม่ใช่ประเทศ หลายๆ คนบอกว่า คนที่มาอินเดีย ถ้าไม่รักก็เกลียดเลย ถ้าฉันไม่ได้กลับมาอีกครั้งในตอนนี้ ฉันอาจจะบอกว่า … ฉันไม่ได้รักอินเดียก็ได้ แต่คราวนี้มันเปลี่ยนไปเลยอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างที่เจอมันสด ใหม่ และอยู่ในเวลาจริง ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนในหนัง ไม่สามารถหยุดเพื่อดูช็อตพิเศษ แต่มันน่าตื่นเต้นมากทีเดียว

ทริปนี้เป็นทริปที่ยาวที่สุดตั้งแต่เรียนจบที่ฉันเดินทางมา (ใช้เวลาสิบห้าปีเพื่อทำให้มันเกิดขึ้นเลยหรือนี่)

45 วันอันตราย .. แต่เร้าใจ อินเดียใหญ่กว่าจะเที่ยวได้ทั่วในเวลาไม่กี่วัน และการไปมาแค่ไม่กี่เมืองของฉัน ก็ไม่สามารถทำให้ฉันตัดสินความเป็นอินเดียได้ นั่นแปลว่า .. แล้วฉันจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณทุกคนที่เจอกันระหว่างทาง ขอบคุณทุกๆ ที่ที่ฉันเหยียบไปในสองประเทศนี้ และขอบคุณมากๆ กับเพื่อนเดินทางของฉัน “อเล” เธอเยี่ยมจริงๆ

~ โดย โตเดี่ยว บน กันยายน 7, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: