ติดแอร์ที่เนปาล ตอน 21 ฮัลโหล โพคารา

เครื่องบินที่พาเราไปสู่โพคาราเป็นสายการบินภายในประเทศระหว่างโพคารากับกาฎมัณฑุ ด้วยราคาถ้าจำไม่ผิดก็เกือบๆ สี่พันบาทต่อคน (แต่ถ้าจะไปก็ขอให้เช็คกันอีกทีเพราะว่าโปรโมชั่นแต่ละช่วงอาจต่างกัน) ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว เครื่องบินมีขนาดเล็กมาก หวลคิดถึงครั้งที่บินจากเชียงใหม่ไปหลวงพระบาง นั่นก็เครื่องบินเล็กเหมือนกัน ขึ้นไปแล้วรู้สึกแคบไปถนัดตา ใจหนึ่งก็กลัวว่ามันจะปลอดภัยไหม เพราะมันเล็กจนไม่น่าไว้ใจได้เลย แต่เครื่องก็พาเราโฉบลงโพคาราอย่างสบายใจ

สนามบินโพคารามีขนาดเล็ก ลานบินใหญ่ แต่เช็คอินไม่ใหญ่โตมาก เครื่องจอดให้เราเดินย่อยเล็กน้อยเพื่อไปรับกระเป๋า เป็นอีกวันที่เงียบสงบมากๆ นักท่องเที่ยวที่มาในเครื่องเดียวกันมีทั้งหมด 12 คน พอลงมาถึงก็เจอหน้ากันแค่ 12 คนเท่านั้น บางคนมีรถมารับ บางคนเดินออกไปเรียกรถเอง เรายืนเก้ๆ กังๆ ก็มีแท็กซี่สีขาวเอกลักษณ์ของเนปาลมาถามว่าจะไปพักที่ไหน …

เรายิ้มอย่างดีใจ เพราะมีแท็กซี่คันนี้ คนนี้ คนเดียวที่เดินมาหาเรา ไม่เหมือนสนามบินตรีภูวันที่กาฎมัณฑุ กรูกันมาเหมือนเราเป็นแหล่งรวมของแม่น้ำร้อยสาย แท็กซี่คนนี้ท่าทางใจดีบอกว่าเขาจะพาเราไปเลือกเอง เราบอกว่าขอเเบบเกสท์เฮาส์ไม่เอาขั้นโรงแรมนะ (แต่ที่นี่จะว่าไปแล้วเขาไม่ได้ตั้งชื่อตามลักษณะของสิ่งก่อสร้างเลย บางที่ใช้คำว่า Hotel แต่ตึกเหมือนบังกะโล บางชื่อใช้คำว่า Guesthouse แต่ห้องสวยหรูเหมือนคอนโด)

คนขับแท็กซี่พาเรามาที่ Karki Guesthouse ลักษณะเหมือนอพาร์ทเมนต์แบ่งเป็นห้องๆ และมีระเบียงหน้าห้องให้นั่ง นอน ยืน เดิน วิ่ง เล่นบอลได้อย่างสบายใจ ฉันก็ชอบเลยสิ สลับกันขึ้นไปดู โชคดีที่มากับอเล เราสองคนมักเห็นพ้องต้องกันว่า “ชอบ” ทุกครั้งที่ต้องเลือก ฉันเองเป็นคนกินง่าย นอนง่าย ที่ไหนก็ได้ ขอให้ไม่มีจิ้งจก ฮ่าฮ่า .. ส่วนอเลถึงจะมีบ้านอยู่สบายกว่าฉัน แต่พอถึงเวลาเดินทาง อเลก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องที่พัก แค่ไปนอนที่ Yogi Lodge Guesthouse ด้วยกันที่อินเดียได้ ฉันก็ให้คะแนนเต็มสิบไปแล้วกับเพื่อนเดินทางคนนี้

เราได้ห้องริมสุด มีเตียงคู่หนึ่ง เตียงเดี่ยวหนึ่ง สำหรับนอนได้สามคน ห้องน้ำในตัวมีอ่างอาบน้ำ ระเบียงส่วนตัวสะใจ คืนละประมาณห้าร้อยบาท ไม่เอาก็บ้าแล้วหารกันคนละ 250 ต่อคืน ถูกกว่าห้องตอนไปลอนดอนเป็นสิบเท่าแต่ขนาดเท่ากัน แถมมีห้องน้ำในตัวให้อีกด้วย และที่นี่มีร้านอาหารในตัวอยู่ด้านล่างของโรงแรม

เราจัดของเสร็จก็ถึงเวลาเดินเล่นสำรวจโพคารา ที่นี่เป็นเมืองใหญ่อยู่ในใจกลางของเนปาล ห่างจากกาฎมัณฑุประมาณ 150 กิโลเมตร ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ก็มาเพื่อขึ้นไปดินเขาอันนาปูรณากัน  จากที่พักของเราแทบมองเห็นเทือกเขาต่างๆ ล้อมรอบ แต่สภาพอากาศที่นี่ไม่ดีเหมือนตอนเหนือ หมอกลง บังวิว ยังดีที่ด้านหน้าทางเข้าของโรงแรมเป็นถนนในเมืองเลียบทะเลสาบ ชื่อ “Fewa Lake” ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเนปาล จะเช่าเรือพายไปพายเล่น หรือนั่งชมวิวริมทะเลสาบก็ชื่นใจดีแท้ ถนนรอบทะเลสาบให้เราเดินชมวิวได้ทั้งสองฝั่ง คล้ายๆ กับกระบี่ ฝั่งหนึ่งเป็นทะเลอีกฝั่งเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ที่นี่ก็เช่นกัน ตอนดึกร้านอาหารเปิดไฟแข่งกัน เหมือนว่าคืนนี้ไม่มีหลับไหล แต่ก็ไม่วุ่นวายเหมือนถนนทาเมล

คนที่ตั้งใจมาเดินเขา ก็จะพักที่นี่ประมาณวันสองวัน แล้วก็ขึ้นไปเดิน 1-2 สัปดาห์ แล้วก็กลับมาอีกไม่กี่วัน เพื่อไปเมืองอื่นต่อ ที่นี่จึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางของนักท่องเที่ยวมากกว่าจะเป็นเมืองที่จะมีคนมาอยู่ยาวๆ

ตามท้องถนน มีทั้งรถจักรยานและมอเตอร์ไซค์ให้เช่า และแถวนี้มีทั้งมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ อเลเห็นแล้วยิ้มแปร้ ตัวเล็กๆ อย่างนี้ แต่อยู่บ้านมีดูคาติ ไม่อยากจะเชื่อ พอมาถึงก็คงอยากโชว์ลีลาผาดโผนก็เลยบอกฉันว่าพรุ่งนี้จะเช่ามอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวกัน ฉันละเสียวจริงๆ

คืนนี้เรามีนัดกับชาปีและแกเร็ท เราไม่มีอีเมล์ของทั้งสองคน และเราไม่ได้เช็คอีเมล์กันเลย แต่เมื่อวานตอนเราเจอกันที่กาฎมัณฑุ เรานัดกันว่าคืนนี้จะมาเจอที่โพคารา ร้าน Everest Steak House ถึงเราจะไม่รู้ว่าเขาจะมาหรือเปล่า แต่สำหรับฉัน คำสัญญาของนักท่องเที่ยวมันก็คือคำสัญญา เราบอกว่าจะเจอ เราก็จะต้องไปเจอ ไม่ใช่ว่าพอเราหาทางติดต่อกันไม่ได้อีกเราก็เลยไม่ไป และฉันเชื่อว่าสองคนนี้ต้องมาเจอพวกเราแน่ๆ

เราเดินหาร้าน Everest Steak House วนไปวนมากว่าสามรอบถึงจะเจอ ตลอดทางมีร้านค้าและป้ายร้านอาหารเยอะมากจนเวียนหัว พอมาถึงร้าน ไม่น่าเชื่อว่าสองคนนี้จะมาร้านนี้และกินที่นี่ เพราะราคาอาหารก็ไม่ใช่ถูกๆ ไม่ใช่เพราะสองคนนี้ไม่มีเงินนะ แต่เขามาเที่ยวยาวกว่าฉัน เพราะฉะนั้นพวกเขาจะค่อนข้างระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย จำได้ว่าเรชม่าบอกว่าร้านนี้น่านั่งและอาหารอร่อย เขาก็เลยนัดเรามาที่นี่ สเต็กราคาเกือบสี่ร้อยบาทต่อจาน แต่ชาปีและแกเร็ทสั่งกันอย่างไม่เกรงกลัว ฉันรู้สึกประทับใจว่าถึงเขาจะประหยัดยังไง แต่เพื่อเพื่อน เขายอมจ่ายเพื่อให้เราได้เจอกัน

กินเสต็กเสร็จ เราก็เดินเล่นย่อยอาหารกันต่อ ฉันเป็นผู้หญิง ควรจะร่ำร้องหาของหวานมากกว่าหนุ่มๆ แต่สามคนนั่นบอกว่า “เราไปหาไอติมกินกันเถอะ” ฮ่าฮ่า .. แล้วเราก็เจอร้านไอศครีมอิตาเลียน ก็แวะกินกัน เจอร้านขนมปังของเยอรมันสองคนนั่นก็ซื้อ เสร็จแล้วก็เดินลัดเลาะทะลุถนนที่ไม่มีคนไปนั่งริมทะเลสาบ พระจันทร์สวยมากๆ ถึงจะไม่เต็มดวงก็เถอะ เเต่ถนนเส้นที่เราเดินไปออกสู่ริมทะเลสาบก็ช่างเหลือเกิน ไม่มีไฟฟ้าสักดวง คิดว่าไม่ใครก็ใครได้เหยียบขี้ควายไปบ้างแน่ๆ และเพราะเป็นดินเลนทำให้พวกเรานั่งกันไม่ได้ ก็หาที่ว่าจะไปที่ไหนต่อ สองคนนี้ไม่ใช่เด็กแนวเที่ยวผับ เราก็เลยกลับไปที่เกสท์เฮาส์ของฉันกัน นั่งดูพระจันทร์กันเกือบตีสาม สองหนุ่มก็หาวและลากลับไป เสียดายเรชม่าไม่ได้มาด้วย และเสียดายที่สองคนนั้นจะไป GOA เมืองทางใต้ของเนปาลต่อ เพราะเขาพอกับโพคาราแล้ว .. นี่มาแค่วันเดียวนะเนี่ย แต่ฉันเห็นด้วยเหมือนชาปีว่าเมืองนี้คือเมืองริมทะเลสาบสงบๆ ไม่ได้มีอะไรมากมายให้ทำ ค่อนข้างเป็นเมืองพักผ่อนระหว่างทางและเมืองผู้ใหญ่ สองคนก็จะลงไปหาอะไรสนุกๆ กันริมทะเลที่ภาคใต้ของเนปาลแทน

บอกลาเข้านอน ขอบคุณกันและกันที่อุตส่าห์มาเยี่ยมและมาเจอกันอีกหน สองคนนี้ยังอายุไม่มาก แต่พวกเขาก็ใช้ชีวิตคุ้มทีเดียว

~ โดย โตเดี่ยว บน กันยายน 4, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: