ติดแอร์ที่เนปาล ตอน 10 สูงจนซึ้ง

ทางเดินตั้งแต่จุดเริ่มต้น จะเป็นทางราบ ไม่แน่ใจว่ากี่ร้อยเมตร และหลังจากนั้นทางจะเริ่มชัน จากชันเล็กๆ จนถึงชันมาก ระหว่างทาง จะมีสะพานเหล็กสำหรับข้ามแม่น้ำต่างๆ ซึ่งเป็นสะพานพื้น See-through มองลงไปก็จะเห็นห้วงน้ำลึกด้านล่าง สำหรับคนกลัวความสูงอย่างฉันจะรู้สึกเสียวมากๆ เกาะราวสะพานก็ไม่ได้ เพราะสะพานจะโยกยวบ แต่โชคดีที่สะพานค่อนข้างแข็งเเรง ปลอดภัยน่ะไม่ห่วง แต่ห่วงเรื่องเสียวมากกว่า ฉันเสียดายที่ต้องรีบเดินจ้ำๆๆๆ ให้พ้นๆ สะพาน ถ้ามองลงไปข้างล่างมีหวังเป็นลมอยู่ตรงนั้นแน่ๆ ไกด์บอกเราว่าเดินประมาณ 6 ชั่วโมงก็น่าจะถึงฐานที่นอนสำหรับคืนนี้ แต่ฉันรู้ตัวดีว่าทำเวลาขนาดนั้นไม่ได้ ความสวยงามสองข้างทางแทบไม่ได้ดู เพราะแค่มองไปข้างหน้าก็แทบจะไม่ไหวแล้ว

หลังจากเดินมาถึงครึ่งทาง รู้สึกเหมือนว่าอยากตาย! ข้างหน้าช่างสูงชัน ยังต้องขึ้นมันไปอีกเหรอ ถ้าหยุดหายใจนานกว่าสามนาทีแล้วรอดชีวิตได้ก็อยากจะทำมันซะตอนนี้เลย ไม่เคยคิดเลยว่าคนอายุ 31 อย่างฉันเองเนี่ยจะอ่อนแอขนาดนี้ ฉันก็เเพ็คกระเป๋ามาไม่ได้หนักอะไรนักหนา แต่ไม่รู้ว่าพลังงานมันหายไปไหนหมด แซมบ้ากับรัตนะ จะคอยฉันตลอด แต่ยิ่งรอฉัน ก็ยิ่งเสียเวลา .. ฉันเข้าใจ แต่ฉันเดินไม่ไหวจริงๆแต่ตอนนั้นไม่เข้าใจอเลที่เดินลิ่วๆ ไปข้างหน้า ไม่เห็นรอเลย แต่ตอนหลังก็เข้าใจว่า ถ้าเราเดิน แล้วหยุด เดินแล้วหยุด แบบนี้มันจะทำให้เราเหนื่อยมากขึ้น และเเต่ละคนก็มีจังหวะการเดินที่ไม่เหมือนกัน ถ้าอเลหยุด ก็จะเหนื่อย หมดแรง หรือแซมบ้า หรือรัตนะเอง ฉันก็เลยบอกทุกคนว่า เดินไปเถอะ ไม่ต้องรอ ฉันไม่หลงแน่ๆ ฉันแค่เดินไม่ไหว ฉันจะตายอยู่แล้ว

เส้นทางมันทั้งคด เคี้ยว พื้นหินตะปุ่มตะป่ำ ทิ่มยางรองเท้าผ้าใบมาให้รู้สึกเจ็บ หนำซ้ำพื้นยังลื่น เสื้อผ้าไม่สบายตัว กระเป๋าก็หนัก ยิ่งเหนื่อย มันก็ยิ่งหนักขึ้น ฉันเริ่มท้อเเท้ และคิดว่าทำไมต้องมาทำอะไรลำบากแบบนี้ด้วย ข้างบนมันจะสวยแค่ไหนกันเชียว เดินตามหลังทุกคนอย่างท้อแท้ หิวน้ำ แต่ก็ไม่กล้ากิน เพราะกลัวจุกแล้วจะเดินไม่ได้ ฝนก็ตก อยากจะร้องไห้ ทำบุญทำกรรมอะไรมาถึงต้องมาเทรคกับอเลเนี่ย แล้วไปไหนแล้วล่ะ โน่น อยู่อีกขอบฝั่งแล้ว ไม่รอมั่งเล้ย (ก็บอกให้เขาไม่รอเองไม่ใช่รึ .. ใช่ แต่อารมณ์หงุดหงิดมันทำให้ลืมทุกอย่าง)

มีอยู่ช่วงหนึ่ง เดินอย่างน้อยใจ และเหนื่อยจะตาย ไม่สบายตัวแล้ว ก็เลยหยุด ปล่อยให้พวกเขาเดินไป ฉันแค่อยากหยุด แต่ไม่อยากบอกให้พวกเขาต้องมาหยุดด้วย พักหนึ่งรัตนะเดินลงมา เขาบอกว่า “ทีหลังหยุดต้องบอกนะ เป็นห่วง” ฉันรู้สึกจ๋อย เขาเดินผ่านจุดนั้นไปได้น่าจะสิบนาทีแล้ว แต่เขาก็ต้องเดินกลับมาอีก ฉันก็เลยพยายามเดินต่อ ต้องทำให้ได้สิ ต้องทำให้ได้

แต่เส้นทางไปลัง ตังวันแรกนี่มันโหดเหลือเกิน จ่ายเงินมาร้องไห้หรือไงนี่ อีกเจ็ดร้อยเมตรก็จะถึงที่พักสำหรับคืนแรก แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าอีกเจ็ดร้อยเมตรก็จะถึง ฉันรู้แค่ว่า ฉันทำต่อไม่ได้แล้ว ทางตรงนั้น จริงๆ แล้วเป็นทางชันอันสุดท้ายสำหรับวันนี้ แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออันสุดท้าย เพราะผ่านมาหลายอัน ก็ไม่เห็นอันไหนจะมีทีท่าว่าเป็นอันสุดท้ายเลย ฉันเลยหงุดหงิด งอแง และร้องไห้ และร่างกายฉันปีนขึ้นไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าฉันไม่หยุด ฉันต้องหายใจไม่ออกตายแน่ๆ ฉันก็เลยปล่อยให้พวกเขาเดินไป ไม่มีใครเห็นหรอกว่าฉันร้องไห้ ฉันเหนื่อย ฉันแย่ ฉันหยุดโดยไม่ได้บอกใครอีกครั้ง ซึ่งคิดว่าฉันทิ้งช่วงห่างพวกเขาประมาณยี่สิบนาทีเห็นจะได้

ฉันเข้า ใจว่ามันไม่ดี เวลาเรามาเป็นแก๊ง เราควรเดินกันเป็นกลุ่ม หยุดก็บอก จะได้รอ เหนื่อยก็บอกได้พัก ในภูเขามันใช่เรื่องเจ๋งเลยที่จะก๋ากั่นเดินคนเดียวได้ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาใครจะช่วย แต่ฉันหมดพลังแล้ว คิดถึงหน้าพ่อแม่ขึ้นมาทันที ในใจคิดว่าพวกเขาคงเดินไปถึงไหนต่อไหนแล้วละมั้ง ฉันนั่งอยู่นาน จนพร้อมจะเดินต่อ ฉันก็เดินต่อไป ปรากฎว่าพวกเขานั่งรอฉันอยู่ไม่ไกลจากที่ฉันนั่งเลย เขาเห็นฉัน แต่ฉันไม่เห็นพวกเขา พอเจอหน้ากันฉันบอกว่าขอโทษ แต่ฉันไม่ไหวจริงๆ และขอโทษที่ไม่ได้บอก แต่แค่อยากให้พวกเธอเดินไปให้ถึงเร็วๆ ไม่ต้องมารอฉัน แต่ทุกคนยิ้ม แล้วก็บอกว่า “ไม่เป็นไร เพื่อนไม่มีวันทิ้งเพื่อนอยู่แล้ว”

อยากจะร้องไห้ .. ซึ้ง!

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 30, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: