ติดแอร์ที่เนปาล ตอน 1 กลับบ้าน

ทริปต่อเนื่องจากอินเดีย ด้วยการบินลัดเลาะกับสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ จากวาราณสีมากาฎมัณฑุ วันสุดท้ายในวาราณสี หลังจากพนักงานเกสท์เฮาส์อาสาพาเราไปซื้อตั๋วเครื่องบิน แทนที่จะพาเรากลับบ้านหรือปล่อยให้เราเดินเล่นตามใจ แต่กลับพาเราไปแหล่งขายผ้าไหมของเมือง เราโดนบังคับ?

ใช่ และไม่ใช่แค่บังคับไปดู แต่มีการพูดจาบังคับให้ซื้ออีกด้วย แล้วฉันจะซื้อทำไม บ้านฉันก็เมืองผ้าไหมนะเธอ ฉันคิดว่าเขาคงมีส่วนได้ส่วนเสียกับร้านแถวนี้ ฉันลองถามราคา ผ้าพันคอผ้าไหม แพงกว่าที่เมืองไทยเสียอีก ละเเวกนั้นเป็นแหล่งผลิตและขาย โดยใช้แรงงานเด็ก ก็คงเหมือนบางแห่งในเมืองไทยที่ไม่รู้ทำไมตำรวจตามไปไม่เคยเจอ แต่ประชาชนเห็นกันให้ดาษดื่น แต่เด็กๆ ที่นี่ หน้าตาเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เหมือนกับถูกบังคับมา คิดว่าคงเป็นลูกหลาน แต่ก็อดสงสารไม่ได้เพราะว่ายังเด็กๆ กันอยู่ ไม่เกินสิบขวบแน่นอน แต่ต้องมาทำงานแบบผู้ใหญ่แล้ว อเลพยามถ่ายรูปจะเก็บเป็นหลักฐานเผื่อทำอะไรสักอย่างได้ แต่ปรากฎว่าเด็กๆ ยิ้มสู้กล้อง พวกเขาคงชินกับวิถึชีวิตแบบนี้แล้ว

กว่าจะเราหลุดออกจากบริเวณนั้นได้ ต้องต่อล้อต่อเถียงกับพนักงานเกสท์เฮาส์ที่พาไปอยู่นาน จริงๆ ด้วยที่ไม่มีความหวังดีที่ออกมาจากใจ เขาก็หวังผลประโยชน์ทั้งนั้น พอพวกเราไม่ซื้อ ก็ทำท่าหงุดหงิด แล้วเราจะซื้อทำไมในเมื่อเราไม่ได้ตั้งใจจะมาช้อปปิ้ง

วันต่อมาเราบอกลาอินเดีย ขอไปสงบสติอารมณ์แล้วจะกลับมาใหม่ สายการบินอินเดียนเเอร์ไลน์ พาเราไปถึงเมืองหลวงของเนปาลอย่างปลอดภัย นมัสเตๆ ดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้ง เรารอรับเป้ใบเขื่องออกมาด้านของสนามบิน และก็พบกับการต้อนรับราวกับว่าเราสองคนเป็นนักร้องซูเปอร์สตาร์หรือดาราจากฮอลลีวูด คนขับแท็กซี่กรูกันเข้ามาในระยะประชิด ฉันมองไปซ้ายขวา ไม่ยักกะเห็นคนอื่นโดนรุม ฉันรักเนปาล แต่ไม่ใช่ ณ วินาทีนี้ และอยู่ดีๆ ก็เกิดอาการหงุดหงิด ขุ่นเคือง และอึดอัด ไม่รู้ว่าทำไม คิดว่าอาจจะต้องการสูดควันเข้าปอดสักหน่อย เราเดินออกไปตรงโซนสูบบุหรี่ และกะว่าจะกลับไปถามราคาพวกเขาทีหลัง แต่พวกเขาไม่หยุด ตามเรามา และยืนล้อมรอบเรา พร้อมพูดจาหว่านล้อมให้เราไปกับพวกเขา

ลองนึกภาพ ฉันกับอเล สองคน ถูกล้อมรอบไปด้วยคนขับแท็กซี่กว่า 20 ชีวิต ถ้ามีปากกาจะแจกลายเซนต์ไปแล้ว แต่ละคนแย่งกันพูดเหมือนกำลังแข่งขายของที่จตุจักร เอาราคามาตัดกันสุดชีวิต และนำเสนอว่าจะไปโรงแรมถูกและดี หรือ ยิ่งกว่าถูกและยิ่งกว่าดี เรารู้สึกอ่อนแรง จากการตื่นเช้าไปขึ้นรถบัส ต่อด้วยรถกะบะมาขึ้นเครื่องบินเพื่อบินมาเนปาล ตอนนี้เราต้องการเวลาแค่หนึ่งนาทีให้เราได้ผ่อนคลายความหงุดหงิดด้วยการให้อาหารปอด แต่พวกเขาไม่ให้เวลาเราได้หายใจ ฉันบอกพวกเขาแล้วว่าเดี๋ยวพวกเรามาคุยด้วย แต่เพวกเขาไม่เชื่อยังตามเรามา ฉันเลยนับหนึ่งถึงสาม นับไปถึงสามสิบก็ยังไม่ยอมหยุด จะรีบแย่งไปทำไมเดี๋ยวก็ได้ ทำไมไม่เคารพสิทธิ์อะไรก็ตามแต่กันมั่งเลย ฉันทนไม่ไหวเลยตะโกนออกไปอย่างดังว่า “ปล่อยให้พวกฉันอยู่คนเดียวสักหนึ่งนาทีได้ไหม ฉันแค่อยากจะให้อาหารปอด เข้าใจไหม”

พวกเขาคงตกใจ เพราะฉันพูดดังมาก ด้วยหน้าตาที่ดุดัน เขาถอยออกไปกันทันที รวมทั้งอเลด้วย ฮ่าฮ่า แต่มันก็ได้ผล ทุกคนผงะไป เงียบ ทิ้งความสงบให้กับเรา แต่ก็แค่หนึ่งนาทีเท่านั้น พอครบหนึ่งปุ๊บ ก็กลับมารวมตัวกันใหม่ ฉันละเชื่อในความพยายามของพวกเขาจริงๆ เลย

หลังจากต่อรองราคา กว่าครึ่งของคนขับแท็กซี่ก็ค่อยๆ ถอยไป ถอยไป คงเพราะรู้ว่าเราไม่ได้ยอมให้โก่งราคากันง่ายๆ สุดท้ายก็เหลือแค่หนึ่งราย แต่เราก็ยังไม่ตกลงใจ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะไปนอนที่ไหนดี เลยเข้าไปถามแผนกติดต่อสอบถามของสนามบินเรื่องที่พัก จะขอดูโบรชัวร์ต่างๆ แล้วตัดสินใจว่าจะไปนอนไหนดี มีพนักงานต้อนรับอยู่สองคน เป็นชายเนปาล พวกเขาพยายามไม่ให้เราดูโบรชัวร์ แต่แนะนำให้เราไปพักโรงแรม 2-3 แห่งที่สุดท้ายเราคิดว่าเขาคงได้เปอร์เซนต์ เพราะเขาโทรจองให้ เราเห็นโรงแรมหนึ่งน่าสนใจ เลยขอให้เขาหยิบโบรชัวร์ให้เรา เขาก็ทำให้อย่างเสียไม่ได้ เขาบอกว่าโรงแรมนี้เต็มแล้ว เราถามว่ารู้ได้ยังไง เขาบอกว่าเพิ่งคุย เราทำท่าไม่เชื่อ บอกว่าโทรเช็คได้ไหม ช่วยโทรให้หน่อยโดยใช้โทรศัพท์เรา เพราะเรากดรหัสไม่เป็น เขาบอกว่า “ผมใช้มือถือผมโทรเอง” ทำไมล่ะ?

แล้วเขาก็โทรให้ และบอกว่าพนักงานไม่รับสาย พอโทรอีกครั้งเขาก็พูดอะไรไม่รู้แล้วบอกว่าเต็มแล้ว และพยายามให้เราไปพักโรงแรมที่เขาแนะนำ เราลังเลใจว่าจะทำไงดี ฉันหันไปด้านหน้าของสนามบิน เห็นคนขับแท็กซี่คนเดิมที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้ ยังเคาะกระจกพูดกับเรา ฉันมองหน้าอเล อเลมองกลับมา สายตาเราสองคนฟ้องว่า ไปหาเอาดาบหน้ากับแท็กซี่คนนี้แล้วกัน

เขาคิดเงินเราแค่ 100 รูปี เพื่อเข้ามาในตัวเมือง เราบอกว่าขอใกล้ๆ ทาเมล ย่านนักท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ในทาเมล เเท็กซี่แนะนำโรงแรมที่เขารู้จัก (อีกแล้ว) แต่ว่ามันอยู่ในทาเมล เราเลยบอกว่า ขอเราไปดูโรงแรมนี้หน่อยได้ไหม แล้วก็ยื่นโบรชัวร์ให้เขาที่พนักงานสนามบินบอกว่ามันเต็ม เราอยากเห็นกับตา ถ้าเกิดมันเต็มหรือมันไม่ดี เรายินดีไปพักโรงแรมที่คุณแนะนำ แท็กซี่เข้าใจและก็พาไป เเท็กซี่บอกว่าโรงแรมที่เขาจะพาเราไป เขาได้เปอร์เซนต์ด้วย และมันก็เป็นโรงแรมดีจริงๆ นะ แต่เรายืนยันให้พาเราไปโรงแรมในโบรชัวร์ก่อน ซึ่งเขาก็ตกลง

นั่นก็คือโรงแรม Mustang

เป็นโรงแรมที่ใช้ได้ ถึงจะไม่ใช่โรงแรมใหม่มาก แต่ก็สะอาดทีเดียว ที่สำคัญ “มันไม่เต็ม” แล้วพนักงานสนามบินโทรหาใครไม่ทราบ โชคดีที่เราแวะมาเช็คด้วยตัวเอง ราคาที่พักไม่แพงเลย 400 บาทต่อคืน (หารสองก็คนละสองร้อย) ห้องขนาดใหญ่ เตียงคู่ เราสลับกันขึ้นไปดู ชอบมาก และตกลงว่าจะพักที่นี่

ขอโทษขอโพยแท็กซี่ที่ทำให้เขาอดได้ค่าคอมมิชชั่น แต่เราก็ทิปให้เขาไปอย่างเหมาะสม จากนั้นก็เช็คอิน เอาของเข้าที่พัก อเลเข้าไปอาบน้ำ ฉันนึกถึงวันก่อนมาที่ฉันไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจหนีอินเดียมาเนปาลครั้งนี้จะถูกใจเพื่อนร่วมทริปของฉันไหม สำหรับฉันเเล้ว มันเหมือนได้กลับมาบ้าน ถึงแท็กซี่ที่รุมล้อมจะมะรุมมะตุ้มจนฉันเสียศูนย์ตะคอกใส่ แต่บรรยากาศแวดล้อม รอยยิ้มของคนที่นี่ ทำให้ความรู้สึกดีๆ ของการมาเนปาลทริปแรกมันแว่บมาในหัวอีกครั้ง มันเหมือนไปเที่ยวอินเดียมาแล้วได้กลับมาบ้าน เพราะที่นี่ถึงจะมีเสียงแตรบนถนน แต่ก็น้อยกว่าอินเดียมากโข อากาศเย็นๆ เพราะใกล้หน้าหนาว ทำให้ทุกอย่างมันผ่อนคลาย ซึ่งฉันเชื่อว่าอเลจะต้องชอบมัน

ตอนนั่งมาในรถแท็กซี่ รถเเล่นผ่านถนนหลากหลาย ฉันคิดในใจว่า เขาจะชอบมันไหม เพราะฉันเองเป็นคนกระตือรือร้นอยากมา และสัญญากับเขาว่าถ้าเขาไม่ชอบเราก็อยู่กันแค่อาทิตย์เดียวพอแล้วกลับไปอินเดีย และเหมือนอเลรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร อยู่ดีๆ ก็หันมาและบอกว่า “ฉันชอบที่นี่ ฉันคิดว่าฉันอยู่ได้นานกว่าอาทิตย์นึงแน่ๆ”

ค่อยยังชั่ว!

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 29, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: