ติดดินที่อินเดีย ตอน 9 ไว้ใจได้ไหม..วาราณสี

และก็มีเสียงทักทายเหมือนเดิม “โคนิชิวะ” ชั้นหันไปมองพร้อมบอกว่า “สวัสดีค่ะ” หนึ่งในนั้นเดินออกมาและเเนะนำตัวเองว่า “ผมชื่อราจ” และถามว่าชั้นมาเที่ยวเหรอและจะไปไหน พร้อมขอพาชั้นเดินเที่ยวรอบๆ ชั้นลังเลอยู่อึดใจว่าไว้ใจได้ไหม มาไม้ไหน หรือเเค่คนใจดี สุดท้ายก็คิดว่าชั้นเองยังไม่รู้จะเดินไปไหนเลย และถนนก็คนเยอะแยะ คงไม่เป็นอะไรหรอก ตัวเองก็ไม่ใช่เด็กๆ จะได้เสียรู้คนซะที่ไหน กำลังจะตอบว่าโอเค แต่ราจก็สวนมาว่า “เธอเชื่อใจชั้นได้ ชั้นแค่อยากพานักท่องเที่ยวอย่างเธอหรือคนอื่นๆ เดินไปดูรอบๆ บ้านเกิดของชั้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องกลัวชั้นไม่ทำร้ายเธอหรอก” อ่านใจชั้นออกซะอีกแน่ะ ราจบอกว่าจะพาไปดูแม่น้ำคงคา ไม่ไกลจากที่นี่ ได้เลย

จริงๆ แล้วคาร์ลอส คนขับรถตุ๊กตุ๊ก นัดกับอเลและชั้นว่าจะมารับเราไปเเม่น้ำคงคาเย็นนี้ แต่ไหนๆ ชั้นก็ออกมาแล้ว และราจก็อาสาพาไปบอกว่าไม่ไกลมาก จะเดินไปดูก่อน อเลคงไม่ว่าหรอกน่า ชั้นก็เลยให้ราจนำทางไป

แต่จากถนนใหญ่ ราจพาชั้นเข้าตรอกแคบๆ ซึ่งภายในเป็นบ้านคน แต่ในตรอกไม่ได้มีคนเลย และเส้นทางคดเคี้ยว ชั้นไม่สามารถจำทางออกได้ และมันเริ่มดูน่ากลัวยังไงไม่รู้ เดินไปสักพักชั้นเลยหยุด ลังเลว่าจะกลับดีไหม เลยถามราจว่า “นี่คือทางไปแม่น้ำคงคาเหรอ ทำไมมันลึกลับซับซ้อนจัง แน่ใจนะว่าทางนี้” หน้าตาของชั้นคงดูตื่นๆ แสดงถึงความกังวลว่าชั้นเริ่มไม่แน่ใจในตัวเขาแล้วว่าจะเอาไงกับชั้นกันแน่ ราจเลยหยุดและบอกว่า “โอเค ถ้าเธอไม่เชื่อใจชั้น ชั้นก็ไม่รู้จะพาเธอไปทำไมเหมือนกัน ถ้าเธอจะกลับก็ได้ แต่อยากบอกให้รู้ไว้ว่าชั้นไม่ได้หลอกเธอ ชั้นกำลังจะพาเธอไปดูแม่งน้ำคงตาที่สวยและศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่”

เอาไงดี ตอนนี้ตอนบ่าย คงมีคนอยู่ในบ้าน หากเกิดอะไรขึ้นคงมีใครได้ยินชั้นร้อง และถ้าชั้นออกเเรงวิ่งอย่างเร็วด้วยทักษะนักกีฬาวิ่งสมัยป.2  ก็น่าจะพอหนีได้ทันถึงจะจำทางไม่ได้ ก็วิ่งมันไปเรื่อยๆ แล้วกัน คิดได้เช่นนั้นก็เลยบอกราจว่าขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ โอเค พาชั้นไปเลย

ห้านาทีต่อมา จากตรอกแคบๆ ชั้นเดินมาถึงทางออกกว้างๆ เหมือนมาอีกมิติหนึ่ง พอก้าวขาออกมาเท่านั้นเหมือนได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของทริปนี้ แม่น้ำคงคา สวยมากๆ เเสงแดดตอนบ่ายสะท้อนลงมายังแม่น้ำ ชั้นอยากให้ทุกคนได้เห็นภาพเหมือนที่ชั้นเห็น ความหวาดกลัวที่มีมามันหายไปหมดสิ้น เหมือนกับเราเดินอย่างสิ้นหวังบนทะเลทรายแล้วจู่ๆ ก็เจอบ่อน้ำ ใช่ ชั้นอาจจะเปรียบเทียบเกินไปหน่อย แต่ความรู้สึกมันคล้ายๆ กันบอกไม่ถูก

ราจพาชั้นเดินไปทางด้านขวาของแม่น้ำคงคา ไปยังตลาด และที่นี่เองที่ทำให้ชั้นรู้ว่า “ผู้หญิง” หายไปไหนกันหมด ราจบอกว่าวันนี้คือวันผู้หญิงแห่งชาติ ผู้หญิงก็เลยไม่ต้องทำงานและมารวมตัวกันที่นี่ แม่น้ำคงคาข้างหน้าชั้นบริเวณนี้ไม่มีผู้คนลงไปมากมาย ทำให้ชั้นได้สัมผัสกับบรรยากาศร่มรื่นภายใต้แสงแดดได้อย่างเต็มที่ เรานั่งคุยกันพักหนึ่งแล้วราจก็พาชั้นเดินไปยังสถานที่ที่คนท้องจะไปทำบุญ ล้างตัวกัน

สถานที่นี้เป็นเหมือนอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก อยู่ลึกลงไปจากพื้นดินประมาณสามเมตร เราต้องเดินลงบันไดไปดู ด้านล่างน้ำสีเขียวจากตะไคร่น้ำ แต่ราจบอกว่ามันสะอาดเพียงพอสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่จะใช้อาบแล้ว ในน้ำมีเต่ามากมาย เขาเล่าให้ฟังถึงสถานที่และที่มาที่ไปที่ตอนนี้ชั้นเองกลับจำไม่ได้ละเอียดนัก เสียดายที่ไม่ได้จดมา สมองปลาทองอย่างชั้น เล่าอะไรให้ฟังก็มักจะลืมซะด้วย เราออกมาจากบริเวณนั้น ใช้เวลาทั้งหมดที่มากับราจเกือบสองชั่วโมง ก็เลยคิดว่าจะเดินกลับไปดูอเลซะหน่อย แต่ราจบอกว่าไปหาอะไรดื่มก่อนไหม มีร้านน่ารักอยู่ใกล้ๆ แถวนี้ โอเค ดื่มซะหน่อยน่าจะดี และราจก็เป็นคนท้องถิ่นที่ดูน่าจะไว้ใจได้จากการที่บรรยายและเล่าอะไรให้ฟัง พร้อมพาสถานที่ที่แปลกหูแปลกตา เดี๋ยวชั้นเลี้ยงเอง

ราจพาชั้นมาที่ร้านไฮเเอท เมดิเตอร์เรเนียน ร้านสบายๆ แต่อากาศร้อนไปหน่อย ไม่มีลม ชั้นเลยสั่งลาสซี่ น่าจะช่วยได้ ถ้าจำกันได้มันคือนมผสมโยเกิร์ต แต่ปรากฎว่าน้ำแข็งไม่มี แล้วมันจะเป็นยังไงล่ะนี่ เพราะลาสซี่คือการปั่นนมกับโยเกิร์ตพร้อมน้ำแข็งเข้าด้วยกัน ราจบอกว่าเมืองนี้คนไม่ค่อยกินน้ำแข็ง ชั้นก็เลยสั่งมา ซึ่งทำเอาคนชอบน้ำแข็งอย่างชั้นเซ็งไปเลย ลาสซี่ไม่มีน้ำเเข็ง ไม่เย็น นี่มันไม่อร่อยเลย

ราจ ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนใหม่ที่ดีพอสมควรถ้าเกิดหลังจากนั้นเขาไม่ได้พูดจาอะไรที่มันไม่เข้าหูชั้นซะเลย ก็คือราจเริ่มบทสนทนาที่แตกต่างไปจากเมื่อสองชั่วโมงก่อน และเขาเริ่มทำท่าทางพร้อมคำพูดที่บ่งบอกว่ากำลังจีบชั้นนั่นเอง ให้ตาย ไม่น่าเชื่อว่าจะหว่านเสน่ห์หนุ่มอินเดียได้ หน้าตาราจเหมือนชาวอินเดียทั่วไป ผิวเข้ม หน้าแขก แต่สำหรับชั้นไม่ถือว่าหล่อ แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียด แต่ถ้าไม่รู้จักกันก็คิดว่าน่าจะน่ากลัว เพราะท่าทางไม่เหมือนคนดี แต่เวลายิ้มก็ดูใจดี ถ้าเป็นเพื่อนก็สบายเลย แต่พอมาไม้นี้ ชั้นเริ่มอึกอัก และไม่สะดวกใจในการพูดคุย ชั้นสงสัยว่าทำไมเขาถึงจีบ ซึ่งการจีบของเขาชั้นรู้เลยว่ามันคือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Flirting ในแบบที่ต้องการแค่เดี๋ยวนั้น วันนั้น วันพรุ่งนี้ หรืออีกสองสามวันถัดไป ไม่ใช่ตลอดไป ชั้นไม่ใช่คนสวยงาม ผิวขาว อมชมพูอะไร แล้วจะมาจีบทำไม หรือว่าราจทำแบบนี้กับนักท่องเที่ยวหญิงทุกคนที่เขาพบเห็น (ซึ่งชั้นคิดว่าใช่) หรือเพราะว่าชั้นตกลงให้เขาพาเดินเที่ยว เขาเลยคิดว่าชั้นสนใจเขา ไม่รู้สิ แต่ชั้นไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น ชั้นพยายามเปลี่ยนเรื่องพูด แต่ราจไม่ยอมเปลี่ยน กลับพูดต่อว่าชอบชั้นและดีใจที่เจอกัน ชั้นน่ารัก ชอบเธอยิ้มแบบนี้ อยากเจออีก คืนนี้มาเจอไหม ไปบ้านเขาไหม ชั้นอึ้งไป แทนที่ราจจะหยุด แต่กลับพูดพร่ำต่อถึงความรู้สึกของตัวเองกับชั้น โถ พ่อหนุ่ม เจอกันไม่ถึงครึ่งวันจะมาชอบอะไรชั้นขนาดนั้น หวังจะเกี้ยวพาราสีแล้วตีจากงั้นเหรอ เธอหล่อค่อยมาว่ากันดีกว่าไหม (ฮ่าฮ่า) จากนั้นก็เริ่มท่าไม่ดี เพราะราจเริ่มจู่โจมด้วยคำพูดมากขึ้น พร้อมทั้งการกระทำที่เริ่มเอื้อมมือมาจะจับมือชั้น ชั้นก็เลยบอกไปว่า “ชั้นต้องไปแล้วล่ะ เพราะมีคนรอชั้นอยู่ที่เกสท์เฮาส์ ขอบคุณมากที่พาชั้นเดินเที่ยวรอบๆ” ราจรู้สึกถึงความผิดปกติได้ เลยบอกว่า” ขอโทษกับสิ่งที่พูดไป แต่ชั้นอยากพาเธอไปเที่ยวต่อ ได้ไหม” ชั้นบอกว่า “ขอบคุณมาก แต่ก็ขอโทษเธอเหมือนกัน ชั้นอยู่ต่อไม่ได้ ชั้นต้องไปแล้ว ตอนแรกชั้นคิดว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้ แต่เธอกลับพูดและทำอะไรแบบนั้นทั้งๆ ที่เราเพิ่งเจอกันแท้ๆ ตกลงเธอไม่ได้ต้องการเพื่อน เธอต้องการอย่างอื่นใช่ไหม ชั้นรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ และชั้นไม่สะดวกใจที่จะอยู่เที่ยวกับเธออีก ขอโทษทีนะ แต่ชั้นต้องไปแล้ว” และชั้นก็เรียกเก็บเงิน แต่ราจบอกว่าเขาเลี้ยงเอง พร้อมทั้งขอเบอร์โทรศัพท์ชั้น ชั้นบอกว่าชั้นไม่ได้เปิดโทรศัพท์ (แต่จริงๆ เปิด) เขาก็เลยให้เบอร์เขามาและบอกว่าพรุ่งนี้มาเจอกันอีกนะ โทรหาเขานะ ชั้นไม่ได้รับปากอะไร แค่ลาและเดินออกมา เขาตะโกนบอกชั้นว่า “ชั้นรู้ว่าเธอคงไม่โทรหาชั้นหรอก” ชั้นเลยส่งยิ้มบางๆ กลับไปเท่านั้น

มิตรภาพคือสิ่งสวยงามถ้าเรารู้จักวิธีที่จะได้มันมาและรักษามันไว้ให้ดี แต่ราจคงไม่รู้ เราก็เลยต้องบอกลาสิ่งดีๆ ที่มันเกิดขึ้นเมื่อสองชั่วโมงก่อน  หลังจากบอกลา ชั้นรีบเดินจ้ำอ้าวเพื่อจะกลับไปถึงเกสท์เฮาส์เร็วๆ ในใจนึกโมโหอเลจะมาป่วยอะไรกันตอนนี้ ดูซิ ชั้นมาเจอกับอะไรเนี่ย นี่ถ้าราจวิ่งตามมาจับชั้นไปขังหน่วงเหนี่ยวจะทำยังไง (แหะๆ ไม่ขนาดนั้นหรอก) ชั้นแค่คิดว่าราจคงทำแบบนี้มาก่อน และคงมีนักท่องเที่ยวบางคนที่อาจจะสนใจเขา (ก็ต้องขอโทษด้วยหากเขาไม่เคยทำแล้วมาทำแบบนี้กับชั้นคนเเรก แต่ชั้นคิดว่ามันคงเกิดขึ้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ชั้นแค่ไม่ชอบวิธีการแบบนี้ กับช่วงเวลาที่มันเร็วขนาดนี้เท่านั้นแหละ อ้ะ เอาจริงๆ ก็ได้ ไม่ชอบก็เพราะราจไม่หล่อนั่นแหละ ก๊าก)

มาถึงเกสท์เฮาส์ อเลยังสลบไม่เคลื่อนไหว เฮ้อ บอกแล้วว่าอย่ากินๆ เคบับค้างคืนก็ไม่เชื่อ หน้างี้ซีดเชียว อเลไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น พอดีกับที่คาร์ลอสมารับพวกเรา ชั้นเลยต้องลงไปบอกว่าอเลไม่สบายหนัก ป่วย ขอเปลี่ยนเป็นวันอื่นได้ไหม พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ แต่เดี๋ยวจะโทรบอกนะ คาร์ลอสทำท่าผิดหวังอย่างรุนแรง  และถามชั้นว่า “พนักงานเกสท์เฮาส์บอกอะไรกับชั้น” อ้าว คาร์ลอสคิดว่าพนักงานห้ามไม่ให้พวกเราไปกับเขา และบอกว่าพวกเขาไว้ใจไม่ได้ ชั้นต้องบอกว่า “ไม่ๆ อเลป่วยจริงๆ เราอยากไปกับเธอนะ แต่เขาต้องพักจริงๆ ขอโทษด้วยนะ” และเลยถามเบอร์มือถือเค้าบอกว่าพรุ่งนี้จะโทรไป คาร์ลอสทำท่าเข้าใจแต่สีหน้าเศร้ามากๆ ชั้นรู้สึกว่าเขาไม่ได้มาหลอกเรา เพราะตอนเดินทางมาเขาแนะนำเราหลายอย่าง และไม่ได้คิดเงินแพงเลย เขาให้เบอร์ชั้น และเขาพูดเหมือนที่ราจบอกชั้นเลยว่า “ชั้นรู้ว่าเธอจะไม่โทรหาชั้นหรอก”

แต่ครั้งนี้ คำตอบของชั้นต่างจากที่ให้ราจ ชั้นบอกคาร์ลอสว่า “ชั้นจะโทร เชื่อชั้นเถอะ เราไม่ได้เปลี่ยนใจ เราอยากให้เธอพาไปจริงๆ ถ้าอเลไม่ป่วย เราก็คงไปกับเธอแน่ๆ เจอกันพรุ่งนี้”

ชั้นรู้สึกไม่ดีเลย

จริงๆ แล้ว พนักงานเกสท์เฮาส์ บอกอะไรชั้นบางอย่างเกี่ยวกับคาร์ลอสเหมือนกัน พวกเขาบอกว่า “คาร์ลอสคิดเงินพวกคุณราคาถูกตอนมาส่ง เพื่อให้คุณเชื่อใจและไว้ใจเขาว่าเขาไม่ได้งกหรือโก่งราคาคุณ แต่มันคือเเผนที่เขาจะโก่งราคาคุณตอนหลัง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะไปที่ไหน ใช้บริการกับทางเกสท์เฮาส์ดีกว่า เพราะราคาเป็นมาตรฐาน” พูดจบก็ขอร้องชั้นว่าอย่าไปบอกคาร์ลอสว่าเขาบอกชั้นเรื่องนี้

ชั้นรับปากว่าจะไม่บอกคาร์ลอส และชั้นก็ไม่ได้บอก เพราะชั้นไม่ได้เชื่อพนักงานร้อยเปอร์เซนต์ ชั้นไม่คิดว่าคาร์ลอสจะทำแบบนั้น และชั้นคิดว่าพนักงานบอกให้ใช้บริการของที่นี่แทน ก็คงเป็นเพราะว่าเขาอยากให้เงินเข้าเกสท์เฮาส์มากกว่าจะเข้ากระเป๋าตุ๊กตุ๊กอย่างคาร์ลอส

หลังจากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ตั้งแต่ราจ คาร์ลอส พนักงานโรงแรม ทำให้ชั้นเริ่มคิดแล้วว่า สิ่งที่ชั้นเห็นมันเชื่อได้กี่เปอร์เซนต์ คำพูดของคนที่นี่ ชั้นจะเชื่อใครได้้ ความหวังดีต่อนักท่องเที่ยวมันมีจริงๆ หรือว่าเป็นเพียงแค่กลลวงเพื่อหลอกให้เราใช้จ่ายแพงๆ ก่อนมา ชั้นได้ยินคำเตือนหนาหูเกี่ยวกับคนอินเดียว่าเชื่อไม่ได้ ให้ระวังทุกอย่างที่พูด ที่ซื้อ ที่ใช้ หรือคนที่เจอ ชั้นมาเที่ยวครั้งนี้ ก็พยายามจะมองโลกในแง่ดีให้มากขึ้น เพราะเรามาพักผ่อนไม่ได้มาจับผิดใคร แต่สำหรับสิ่งที่เจอ ทำให้ชั้นรู้สึกว่า “แล้วหลังจากนี้ .. ชั้นจะไว้ใจใครที่นี่ได้ไหม”

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 28, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: