ติดดินที่อินเดีย ตอน 10 ฝากชีวิตที่คงคา

 

Yogi lodge Guesthouse ที่ชั้นกับอเลพักอยู่ ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวมากนัก ช่วงเย็นวันนั้นเราเจอเพียงแค่ผู้หญิงชาวเกาหลีคนเดียว “โซนี่” โซนี่ไปเที่ยวเนปาลกับเพื่อนๆ และเพื่อนได้บินกลับประเทศไปแล้วแต่โซนี่อยู่เที่ยวอินเดียต่อ “คนเดียว” ช่างกล้าจริงๆ ขอยกย่อง ลืมถามไปว่าเธอเจอราจพาเที่ยวบ้างหรือเปล่า ฮ่าฮ่า

โซนี่เป็นคนเงียบๆ ชั้นได้ยินมาว่าคนเกาหลีเวลาเที่ยวจะเที่ยวเป็นกลุ่มก้อนกับชาติเดียวกันเท่านั้น และค่อนข้างไว้เนื้อไว้ตัวเล็กน้อยเวลาเจอคนชาติอื่นๆ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร โซนี่เองก็ไม่ใช่คนช่างคุย แต่ชั้นก็พยายามชวนคุย ภาษาอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอไม่อยากพูดมาก เพราะภาษาอังกฤษของโซนี่อยู่ในระดับที่พอสื่อสารได้ แต่ไม่เรียกว่าคล่อง แต่ชั้นก็พยายามชวนโซนี่คุยอยู่เรื่อยๆ จะได้ไม่เบื่อ

โซนี่บอกว่าอยากไปดูแม่น้ำคงคา ตอนนั้นเริ่มใกล้พระอาทิตย์ตกดิน เธอบอกว่าหลายๆ คนบอกว่าอย่าไปตอนนี้เลย เพราะมันใกล้ค่ำแล้ว ไปคนเดียวจะอันตราย หรือแม้แต่กลางวันก็ตาม ก็อย่าไปคนเดียวเลย ชั้นกับอเลว่าจะเดินไปอยู่แล้วก็เลยชวนเธอไปด้วยกันซะเลย

จากเกสท์เฮาส์ มีทางเชื่อมออกไปยังแม่น้ำคงคา แต่ต้องผ่านตรอกซอกซอยเหมือนตอนที่ไปอีกทางกับราจ แต่แถวนี้มีป้ายบอกทาง และมีร้านค้ามากมายระหว่างทาง เราเดินมาถึงแม่น้ำ สวยเหมือนเดิม มีเรือจอดอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นเรือเช่าเพื่อล่องแม่น้ำคงคา ราคาประมาณ 50-100 รูปีต่อลำ สำหรับเวลา 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง

เราไม่ได้ใช้บริการเพราะว่าเราติดต่อกับทางเกสท์เฮาส์ไว้แล้วว่าจะมาล่องเรือดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ เราตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้า (อีกแล้ว)  แม้จะได้ยินหลายเสียงบอกว่าสกปรก ไม่น่าดู แต่สำหรับชั้น วิถีชีวิตของทุกเชื้อชาติ ชนชาติ และวัฒนธรรมต่างๆ มันคือความประทับใจเสมอ ตอนนั้นเองมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาหาชั้น และทักทาย เขาคิดว่าชั้นว่าจากญี่ปุ่นอีกแล้ว เราแนะนำตัวกันเล็กน้อย แล้วพวกเราก็เดินต่อ สังเกตเห็นว่าเด็กชายคนนั้นเดินตามเรามาด้วย เขาบอกว่าเขาชื่อ “ซานเชส”

เมืองแห่งพระศิวะ ที่ตั้งระหว่างแม่น้ำวารุณา และเเอสสิ รวมกันเป็นเมืองชื่อว่า “วาราณสี” ที่มีใจกลางคือแม่น้ำคงคา แม่น้ำที่ชาวฮินดูทุกคนต้องมาให้ได้อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต

แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำแห่งความหวังแห่งอดีต ปัจจบันและอนาคต จนบางคนเรียกแม่น้ำสายนี้ว่าเรียกว่า “The great mother” ชาวฮินดูเชื่อว่าหินทุกๆ ก้อนในแม่น้ำนี้คือพระศิวะ และยังเชื่อว่าหากได้มาตายที่นี่ จะช่วยให้ดวงวิญญาณของพวกเขาได้ถูกปลดปล่อยไปสู่การกำเนิดใหม่อีกครั้ง ซึ่งนั่นคือความปราถนาอันยิ่งใหญ่ของชาวฮินดู เหมือนที่หลายๆ คนบอกว่า “ผู้คนต่างก็พากันมาตายที่นี่”

ตอนที่ราจเล่าเรื่องแม่น้ำคงคาให้ฟัง ราจบอกว่าไม่ใช่ทุกศพที่ถูกนำมาที่แม่น้ำคงคาจะถูกเผา เพราะศพเด็ก, ศพผู้หญิงท้อง, ศพคนที่เป็นโรคเรื้อน ไม่ได้รับอนุญาตให้เผา แต่จะถูกโยนลงไปในแม้น้ำเลย นอกนั้นจะมีการเผาศพ โดยแม่น้ำคงคาจะเป็นแนวยาวจากซ้ายจรดขวา และแบ่งเเต่ละส่วนเป็นท่าๆ โดยท่าเผาศพจะอยู่ด้านซ้ายสุด และปกติแล้ว ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อความเคารพในศพ ชั้นเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ในเนปาล แม่น้ำบักมาติก็มีการเผาศพเช่นนี้เหมือนกัน แต่ที่นั่นไม่ได้มีคำสั่งห้ามเป็นทางการเรื่องการถ่ายรูป แต่นักท่องเที่ยวต่างก็รู้ดีว่าไม่ควรถ่าย

นอกจากนี้ แม่น้ำคงคายังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูเพื่อมาชำระล้างบาป ทุกๆ วันเราจะเห็นชาวฮินดูมากันที่ท่าน้ำต่างๆ แล้วแต่ว่าท่าไหนจะใกล้บ้านใคร เพื่อมาชำระล้างตัวกันที่นี่ ภาพที่ชั้นเห็น ไม่เพียงแต่มาชำระล้างร่างกาย แต่ก็มีการขับถ่าย การทิ้งขยะสิ่งของกันในแม่น้ำด้วย จากผลสำรวจเท่าที่อ่านเจอมาบอกว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำที่มีมลพิษอย่างมากจนไม่มีออกซิเจนในน้ำแล้ว และมีเเบคทีเรียทุกๆ ปริมาณ 100 มิลลิลิตรในแม่น้ำ ชั้นไม่แน่ใจว่าถ้าชาวฮินดูทราบข้อมูลเหล่านี้เขาจะเชื่อไหม แต่ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ พวกเขาก็ยังคงมาอาบน้ำ ขับถ่าย ดื่ม ทิ้งขยะ โยนศพ เผาศพที่แม่น้ำนี้อยู่ดี เพราะเขายึดถือในความเชื่อหลักที่ยิ่งใหญ่ของเขาต่อความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา

วันนั้นเราเดินไปจนค่ำ มีพิธีกรรมทางศาสนาบริเวณแม่น้ำคงคา ชื่อว่าพิธึ Puja Ceremony เป็นพิธีที่สวยงามมาก ทำพิธีโดยบาบ้า นั่งบนเเท่นและมีการรำถวาย บาบ้าแต่งตัวแตกต่างไปจากบาบ้าบนท้องถนน บาบ้าของที่นี่ ก็คล้ายๆ กับพระในบ้านเรา แต่วิธีการถือศีลหรือทำพิธีกรรมก็จะแตกต่างไปตามศาสนา เพราะที่นี่เป็นฮินดูเสียส่วนใหญ่ เรานั่งดูพิธีกันจนจบ จริงๆ แล้วคือชั้น ที่นั่งดูอยู่กับโซนี่ แต่อเลเดินไปถ่ายรูปรอบๆ ที่นั่งเพราะชื่นชมในพิธี และยังมีบาบ้าที่หน้าตาหล่อมากๆ หนึ่งองค์ ขอโทษหากคิดชื่นชมแบบนี้แล้วไม่เหมาะ ชั้นแค่ชื่นชมหน้าตาเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นบาบ้าอายุมากหน่อย และไว้หนวดเครารุงรัง แต่งหน้าจัด แต่บาบ้าองค์นี้ช่างงามน่าประทับใจนัก ตอนจบจะมีการลอยของ คล้ายๆ กระทง ก็จะมีเด็กๆ และคนแก่มาขายกระทง ใบเล็กๆ เพื่อปลดปล่อยและชำระล้างสู่แม่น้ำคงคา ชั้นก็เลยลอยไปกับเค้าด้วย และเหมือนเดิม ไม่ว่าจะลอยในไทยหรืออินเดีย กระทงเป็นอันได้คว่ำเหมือนกันหมดสิน่า 

ในเดือนตุลาคมของทุกปี จะมีเทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนามากมายในอินเดีย ตั้งแต่ Navaratri ที่จัดขึ้นทั่วทุกเมืองในอินเดีย งาน Durga Puja จัดที่เบงกอล งาน Dussehra จัดทั่วอินเดีย และงาน Marwar Festival ในไชยปุระ ถ้ามาเที่ยวอินเดีย มาเดือนนี้และมีโอกาสไปได้หลายๆ เมืองจะถือว่าคุ้มที่สุด เพราะได้ดูแทบทุกเทศกาล

งาน Navaratri ถือว่าเป็นเทศกาลที่จัดยาวนานที่สุดในประเทศนี้เพราะต่อเนื่องกันถึง 9 วัน เพื่อการเคารพและระลึกถึงพระราม (Lord Rama) ด้วยการโชว์การแสดงจากช่วงชีวิตต่างๆ ของพระองค์ สวยงามมากๆ!

ระหว่างนี้ ซานเชสยังติดสอยห้อยตามเราเป็นระยะๆ ชั้นคิดว่าเขาคงตามๆ เรามาเพราะอยากมีเพื่อนเหมือนที่ราจทำ ก็ไม่ได้ว่าอะไร และไม่ได้ถามอะไร ซานเชสเองก็จะมาคอยบอกแนะนำเหมือนไกด์ไปกลายๆ ชั้นก็บอกอเลไว้ว่าเสร็จแล้วสงสัยต้องให้เงินเป็นค่าตอบแทนหรือเปล่า เพราะตามมาขนาดนี้จนดึกดื่นค่ำมืดโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ

เราเดินต่อไปที่ Burning Ghats คือท่าที่เผาศพ แม้จะดึกแล้วแต่ก็ยังมีการเผาศพกันอยู่ เขาไม่อนุญาตให้เราถ่ายภาพ เราเข้าใจดี แต่มีคนกลุ่มหนึ่ง ชายล้วน หน้าตาน่ากลัวมากกว่ายำเกรงเห็นอเลถือกล้อง ก็บอกว่า “คุณถ่ายภาพไม่ได้นะ ถ้าจะถ่าย ต้องจ่ายก่อน” อ้าว ไหนบอกถ่ายไม่ได้ อันนี้แปลว่าถ่ายได้แต่ต้องจ่ายนี่นา แต่อเลไม่ได้จ่าย เพราะไม่ได้จะถ่าย อเลพูดคุยกับพวกเขาต่อ ชั้นรู้สึกเเปลกๆ ยังไงไม่รู้ ตั้งแต่เราเดินมา มานั่ง และดูพิธี ทุกคนหันมามองเราด้วยสายตาที่น่ากลัว ชั้นไม่แน่ใจว่าหรือว่าพวกเขาเป็นญาติๆ ไม่ใช่คนที่เดินมาเที่ยวริมแม่น้ำและแวะมาดู ท่าน้ำนี้ห่างจากบริเวณที่มีผู้คนเยอะๆ พอสมควร เเสงไฟอยู่ลิบๆ ชั้นไม่สบายใจเลย และบริเวณนั้นมีแต่ผู้ชายล้วน และท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย อเลยังคงคุยกับพวกเขา ชั้นไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน และชั้นเหม็นกลิ่นเผามากๆ ก็เลยเลี่ยงเดินออกมายืนตรงที่โล่งๆ พักนึงอเลเดินตามมาอย่างหงุดหงิด และว่าชั้นว่า “ปล่อยให้ชั้นอยู่ตรงนั้นกับพวกนั้นคนเดียวได้ยังไง”

อ้าว …

แต่ชั้นก็ขอโทษอเลไป ชั้นไม่ได้คิดจะทิ้งเขาไว้ และชั้นคิดว่าพวกเขาคุยกันรู้เรื่อง ชั้นเองแค่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ เพราะกลิ่นเผาศพมันเหม็นมาก แต่อเลก็บอกว่าถึงจะยังไงก็ตาม เรามาต่างเมือง แล้วพวกนั้นเธอก็เห็นว่าท่าทางน่ากลัวแค่ไหน แล้วเธอทิ้งชั้นได้ไง ถ้าเกิดเธอหันหลังออกไป แล้วใครมาทำอะไรเธอ หรือพวกนั้นทำอะไรชั้น จะเกิดอะไรขึ้น ชั้นเลยเข้าใจเลยว่า จริงด้วย ถ้าคนสองคนไปอยู่ในที่ที่น่ากลัวท่ามกลางคนท้องถิ่นที่ไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรเลยและไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครได้ เราไม่ควรทิ้งใครคนใดคนหนึ่งไป ชั้นขอโทษอเลอีกครั้งที่ทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว โซนี่ไม่ได้เดินตามเรามา บอกว่าจะรออยู่บริเวณที่มีงาน

เราเดินกลับออกมาจากแม่น้ำคงคาราวๆ สี่ทุ่มเห็นจะได้ ซานเชสกลับมาพร้อมเรา และนำทางเรากลับโรงแรมด้วย และนั่นเองทำให้ชั้นรู้ว่า ซานเชสตามเราไปไม่ใช่ต้องการมีเพื่อน แต่เขายัดเยียดความเป็นไกด์ให้กับพวกเราต่างหาก ก่อนเขาจะจากไปเขาร้องขอค่าจ้างที่เขาพาเราไป ถึงชั้นตั้งใจจะให้เงินเป็นสินน้ำใจแต่ชั้นก็เสียใจที่ .. อีกแล้ว ที่มิตรภาพมันไม่ได้หาง่ายๆ เลยที่นี่ ทุกอย่างล้วนมีผลประโยชน์ เขาเอ่ยปากขอโดยไม่รอให้เรายื่นให้ ชั้นเลยให้ไป 300 Rupi แต่เขาบอกว่า “แค่นี้เองเหรอ”

เสียความรู้สึกจัง

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 28, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: