ติดดินที่อินเดีย ตอน 5 จุดเปลี่ยน

การเที่ยวโดยเดินทางเมืองละไม่เกิน 3-5 วัน แล้วก็เปลี่ยนไปสัมผัสกับเมืองอื่นๆ คือเเผนที่เราวางไว้แต่ต้น เพราะเราอยากเดินทางจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตก เยี่ยมชมหลายๆ เมืองตลอดเวลาหกสัปดาห์นี้ และถ้าเราทำได้ เราก็จะขึ้นไปอินเดียทางเหนือ ถึงจะวางแผนมาแล้วบ้าง แต่ทุกๆ คืน เราจะกลับโรงแรมมานั่งคุยกันเสมอว่า พรุ่งนี้เราจะไปไหนต่อดี แต่เพราะความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน ทำให้คำตอบก่อนปิดไฟนอนก็มักคือคำว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้เอง” เสมอ ทำให้เราค้างอยู่กัลกัตต้ามากกว่าที่วางแผนไว้

จากวันแรกที่คิดว่าเมืองนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยนอกจากความสับสนและวุ่นวาย แต่จริงๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายๆ ที่ที่น่าสนใจ เช่น ฮอล์คอนเสิร์ต Rabindranath Tagore (รพินทรนาถ ฐากูร) , พิพิธภัณฑ์อินเดีย, และอีกหลายๆ สถานที่ วันนี้เป็นอีกวันที่เราตั้งใจว่าจะไปเดินตลาดเปิดใหม่อีกหนึ่งแห่ง และจะไปชมพิพิธภัณฑ์อินเดียให้ได้ เดินตากแดดเพื่อไปค้นพบว่า “มันปิดวันนี้” ช่างโชคดีจริงๆ

ช่วงวันหลังๆ ของที่นี่ ชั้นรู้สึกแปลกๆ อย่างอธิบายไม่ได้ ความรู้สึกของการท่องเที่ยวที่เหมือนโดนกดดันว่าเราต้องทำอะไร ต้องไปชมอะไร ต้องไปดูที่ไหน มันกลายเป็นคำถามให้ชั้นต้องคิด ถึงเราจะบอกว่า “พรุ่งนี้ก็รู้” เมื่อมาถึงพรุ่งนี้ เราก็ยังอยู่กันที่เดิมโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ชั้นนึกถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เดินทางมาอินเดียก่อนหน้านี้และตั้งใจจะอยู่ที่นี่สามปี แต่สุดท้าย เพียงไม่กี่เดือนเขาก็ต้องกลับประเทศไปอย่างใจสลายที่อินเดียบีบคั้นเขามากขนาดนี้ เขาบอกชั้นว่า “อินเดียคือความบ้า มากกว่าที่เขาจะจัดการกับมันได้” ชั้นได้ยินแล้วรู้สึกตกใจ เพราะเพื่อนชั้นคนนี้ถ้าใครที่รู้จักจะรู้ว่าวีรกรรมที่เขาทำมันก็ไม่ได้น้อยกว่าคำว่า “บ้า” เลยเหมือนกัน เขาโดนขโมยพาสปอร์ต กล่องคอนเเทคเลนส์สำหรับคนสายตาสั้นเกือบ 800 หายไปทั้งกล่อง และในเวลานั้นเขาไม่มีเงิน!

ไม่ใช่แค่เพื่อนคนนี้ที่เล่าสู่กันฟัง แต่หนังสือท่องเที่ยวและบล็อกท่องเที่ยวต่างๆ ของคนที่ไปแบบเเบ็คเเพ็คไม่ใช่ไปกับทัวร์ก็ยังบอกและเตือนเรื่องการท่องเที่ยวที่นี่เสมอ ตั้งแต่วันที่ชั้นมาถึงที่นี่ มีความประทับใจกับบางอย่าง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ทุกก้าวที่เดินต้องระวัง ไม่ใช่สามารถเดินเหินสบายๆ แบบไร้กังวล โดยเฉพาะเวลากลางคืน ถึงชั้นจะเดินไปกับอเล แต่ชั้นก็ยังมีความหวาดระแวงอยู่บ้างในบางจังหวะ ชั้นไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คือชั้นหวั่นวิตกเกินเหตุหรืออะไรบางอย่างทำให้ชั้นรู้สึกแบบนั้น

เราสองคนใช้เวลาในเมืองนี้นานกว่าที่เราวางแผนไว้ เรารู้ตัวอีกทีมันก็คือวันที่สี่แล้ว และถ้าเราไปพรุ่งนี้ คือเรากำลังเคลื่อนที่วันที่ห้า เรากำลังทำอะไรอยู่ที่เมืองนี้ ทำไมเราต้องมาทนได้ยินเสียงแตรทุกวัน ทั้งวันทั้งคืน ถ้าเป็นเมืองไทย คงมีใครชักปืนออกมายิงเหมือนข่าวที่ผ่านๆ มาเวลาเจอคนบีบเเตรตลอดเวลาแบบนี้ แต่ที่นี่ ทุกคนชินกับเสียงแตร และด้วยหลายๆ อย่างแบบนี้ ชั้นเลยบอกอเลว่า เราไปเมืองอื่นกันได้แล้ว เราอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว อเลเห็นด้วยทันที และเราก็ได้แผนใหม่ว่าเราจะไปเมือง “วาราณสี” ไปดูเเม่งน้ำคงคากัน

อเลคงคิดมานานกว่าชั้น ถึงกับบอกว่า “ไปกันวันนี้เลย” วันนี้? แล้วเราก็พุ่งตัวไปยังสถานีรถไฟทันที แต่เจอพนักงานโรงแรมสกัด และเเนะนำ travel agent ที่หนึ่งให้เราไปซักถาม ได้ความว่าคนละ 500 รูปี ตั๋วนอน เราพยักหน้า และบอกว่าเดี๋ยวเรากลับมาใหม่ ขอไปคิดก่อน แต่จริงๆ แล้วเราไปตามเเผนเดิมคือสถานทีรถไฟ เราเชื่อว่ามันต้องถูกกว่าแน่ๆ แต่พอไปถึงสถานที เราต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อหาว่าจะซื้อตั๋วได้ที่ไหน ถามคนนี้บอกให้ไปข้างบน คนนั้นให้ลงข้างล่าง กว่าจะเจอ อินเดีย อินเดีย!!!

ในแผนกจองตั๋วเป็นที่อบอ้าวมาก ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือสถานที่ขายตั๋ว พนักงานนั่งอยู่ในกรอบกรงเหมือนโดนขัง คนไปซื้อเข้าไปในห้องไม่ใหญ่นัก และไม่มีหน้าต่าง เราไปดูตารางเดินรถที่ติดไว้ที่ผนัง เพื่อจะดูว่ามีรอบรถไหม จะได้รู้ว่าควรไปต่อคิวซื้อไหม และเราก็รู้ว่าเราเสียเวลากับมัน ตัวอักษรเล็กๆ ที่อ่านแล้วไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรขึ้นมาได้เลย คนที่นี่เขารู้ได้ยังไงว่าคันไหนไปไหนเมื่อไหร่? เราไปต่อคิวเหมือนคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า คืนนี้มีเหลือแค่ตั๋วนั่ง ไม่มีตั๋วนอน ราคา 930 รูปี ฮ้า? เจ้าหน้าที่บอกว่า “ถ้าคุณอยากเดินทางคืนนี้ นั่นน่ะ ราคาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”

เราปรึกษากัน ถามเธออีกหลายคำถาม ลืมไปว่ายังมีคนอื่นต่อคิวอีก จนได้ยินเสียงตะโกนว่าพอได้แล้วๆ โอย รีบกันจริงๆ ไปก็ได้ ขอโทษค่ะขอโทษ

ราคาตั๋วแพงกว่าที่ Travel Agent ที่แรกบอกเราอีก แถมยังเป็นตั๋วนั่ง เราเลยกลับมาในเมืองเพื่อจะไปซื้อตั๋วนั้น แต่ก็รู้แล้วว่าเราไม่สามารถเดินทางคืนนี้ได้ เพราะตอนนั้นก็ใกล้ค่ำแล้ว พอเรามาถึง Travel Agent ก็บอกใหม่ว่า ตั๋วเต็มแล้ว แต่ว่าพรุ่งนี้ยังว่าง ราคา 380 บาทต่อคน ต่อหนึ่งที่นอน … ราคาลดลงเรื่อยๆ หรือ? เราเลยซื้อมันมา แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมตั๋วที่นี่ถึงได้ถูกกว่าการไปซื้อที่สถานีรถไฟโดยตรง

แต่ไม่เป็นไร คงไม่มีใครให้คำตอบได้ เราใช้เวลาคืนสุดท้ายที่กัลกัตต้าในร้านอาหารอร่อยใกล้ๆ โรงแรม จากนั้นเดินไปถนนคนรวยของอินเดีย ที่มีร้านให้ช้อปปิ้งเพียบ อีกครั้งที่เห็นความแตกต่างในช่วงถนนในกี่บล็อก แหล่งคนรวย และเเหล่งคนจนตัดกันเพียงแค่เส้นบางๆ ของพื้นถนนเท่านั้น แถวนี้มีรถจอดมากมาย ไม่เหมือนฝั่งโรงแรมที่ชั้นอยู่ที่ปะปนไปด้วยรถบัสและรถบรรทุก และบางคนนอนข้างถนน ไม่มีบ้านอยู่

ติดกับถนนคนรวย คือตลาดใหม่ เราเดินเล่นไปละเเวกนั้นและหลง เส้นทางเหมือนเขาวงกฎ ตอนนั้นดึกแล้ว เดินไปแล้วเหมือนเป็นทางเข้าสู่หมู่บ้านอะไรสักอย่าง จากคนเยอะๆ เริ่มเหลือน้อยลง และเหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัว ทุกคนมองเราด้วยสายตาแปลกๆ ชั้นรู้สึกกลัวกว่าก่อน พยายามหาทางกลับ แต่เราก็เดินมาจุดเดิมอีกครั้ง แล้วอยู่ๆ ก็มีผู้หญิงอินเดียคนหนึ่งโผล่มา แล้วก็ถุยน้ำลายใส่หน้าอเล

เราสองคนไม่ได้ทำอะไรเลย ตกใจ และกลัว เราเลยเดินหนี อเลไม่อยากมีเรื่อง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เดินตามมา จนเราเริ่มวิ่ง แถวนั้นมีคนอยู่ไม่กี่คน และทุกคนก็ได้แค่มองแต่ไม่ได้ช่วยอะไรทั้งนั้น เราวิ่งซ้ายขวาอย่างไม่รู้ว่าเรากำลังไปไหน แต่โชคยังเข้าข้าง สุดท้ายเราก็พบทางออก เหมือนได้หลุดออกมาจากถ้ำมืดยังไงยังงั้น

หลังสามทุ่ม ร้านต่างๆ เริ่มทะยอยกันปิด เราเดินกลับมาโรงแรมเพื่อมาเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปวาราณสีวันรุ่งขึ้นด้วยความหวังที่ว่าจะมีสิ่งดีๆ รอเราอยู่ที่นั่นบ้าง

นมัสเต กัลกัตต้า เมืองเธอบ้ากว่าพวกเรานัก🙂


~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 25, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: