ติดดินที่อินเดีย ตอน 4 นอร์เมน เสือยิ้มง่าย

มื้อเที่ยงของอินเดีย ก็เป็นมื้อสำคัญที่รวมคนทุกหนแห่งมาพร้อมหน้าพร้อมตากันบนท้องถนน ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานระดับไหน คุณก็ต้องออกมากินข้าวกันทั้งนั้น ชั้นออกมาหาข้าวกินกับอเล เป็นอีกครั้งที่เจอคนอินเดียคับคั่งจอแจ ส่วนนักท่องเที่ยวแทบจะไม่มี ตั้งแต่วันที่มาถึงจนถึงวันนี้ เจอยังไม่ถึงสองคู่เลยด้วยซ้ำ ตกลงไม่มีใครมากัลกัตต้ากันหรือนี่ แล้วพวกเขาไปไหนกัน

ตลอดสองข้างทางมีร้านค้าให้เลือกมากมาย มีทั้งร้านอาหารตามสั่ง หรือร้านที่ทำไว้แล้วรอให้ไปสั่ง แต่ละอย่างดูน่าทาน แต่ก็ปะปนไปด้วยร้านค้าที่ไม่น่านั่งสักเท่าไหร่ เท่าที่ชั้นสังเกต คนเมืองนี้เข้าร้านอาหารที่มีลักษณะเป็น “ร้าน” แบ่งสัดส่วนอย่างดีกันน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วก็จะเลือกร้านอาหารข้างทางที่สั่งง่าย กินง่าย สะดวก และถูกกันทั้งนั้น และร้านริมถนนเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีโต๊ะให้นั่ง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการยืนกิน และคนอินเดียเขาไม่ได้กินข้าวด้วยช้อน เขากินด้วยมือ ซึ่งถือว่าเป็นการกินที่มีมารยาทแล้ว อย่างร้านที่เพิ่งผ่านมา บางคนใส่สูทอย่างดี ก็มายืนต่อคิวกินข้าว พอได้มาก็ยืนกินด้วยมืออย่างไม่มีถือตัว ปะปนกับคนทำงานที่แต่งตัวธรรมดา

เมนูส่วนใหญ่ตามร้านอาหารแถวนี้ก็คือ “ดาลบัต” ถ้ามองด้วยตาเปล่า มันก็คือข้าวราดแกงกะหรี่ผัก แต่บางที่อาจจะใส่เนื้อสัตว์ลงไปด้วยก็ได้ ซึ่งดาลบัต เป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติที่มาแล้วต้องลอง ร้านแถวนี้มันอาจจะไม่ได้ดูสะอาดนัก แต่คนก็มากินกันเยอะ แต่ชั้นเชื่อว่ารสชาติมันต้องอร่อยแน่ๆ

เราเดินต่อมาเรื่อยๆ จนเจอร้านเคบับ Turkish Corner ชั้นชื่นชอบเคบับเป็นชีวิตจิตใจ เมนูให้เลือกเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็เเปลมันออกมาไม่ได้อยู่ดี เพราะว่ามันเป็นชื่อเฉพาะของอาหารนั้นๆ ทำได้ดีที่สุดก็คือแค่เเปลแล้วรู้ว่าอันนี้คือเนื้ออะไรเท่านั้น สรุปเเล้วเราลงเอยกันที่นี่ ชั้นเลือกเคบับไก่ อย่างที่รู้มาก่อนว่าคนอินเดียไม่กินเนื้อวัว ส่วนใหญ่แล้วเนื้อที่ได้มาจะเป็นเนื้อควายหรือไม่ก็เนื้อไก่ เนื้อแพะ เนื้อแกะมันค่อนข้างหายากเล็กน้อย ต้องไปตามร้านอาหารดีๆ หน่อย ซึ่งเคบับก็ไม่ทำให้ชั้นผิดหวัง อร่อยมากๆ ถ้าใครไม่เคยลอง อยากให้ลองก่อน มันจะแตกต่างจากบ้านเราเล็กน้อย ที่มีให้เลือกตามที่ย่างไว้ แต่ที่นี่จะมีเมนูที่พิสดารกว่านั้น เรากินอิ่มก็เดินกลับโรงแรม ผ่านร้านซีดีร้านหนึ่งที่คนขายหยุดเราไว้ด้วยคำว่า “Hi” ไม่ใช่นมัสเตเหมือนที่ใครๆ พูด จากบทสนทนาเริ่มต้นกลายเป็นว่าเราอยู่ที่นั่นกันอีกยาว โดยเฉพาะหลังจากเจ้าของร้านรู้ว่าอเลมาจากอิตาลี เขาก็เริ่มคุยภาษาอิตาลีกับอเล

ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ดูทุกคนจะชื่นชอบชาวอิตาลีมากๆ ชั้นมักได้ยินเสมอว่า “ชั้นมีเพื่อนเป็นคนอิตาลีเหมือนกัน” แต่ไม่มีใครบอกเลยว่า “ชั้นมีเพื่อนคนไทยเหมือนกัน” และพวกเขาจะพูดภาษาอิตาลีได้เล็กน้อยถึงมากที่สุด เจ้าของร้านคนนี้ชื่อ “นอร์เมน” อายุรุ่นมากกว่าพ่อชั้นได้ แต่เขายังดูเด็กกว่านั้นมาก ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่ว่า “ยิ้มทุกสถานการณ์”

นอร์เมนเป็นลูกครึ่งอินเดียอังกฤษ แต่หน้าตาจะออกมาทางอินเดียเยอะหน่อย ภาษาอังกฤษของเขาดีและสำเนียงชัดเหมือนอังกฤษมากกว่าคนอินเดียอื่นๆ ชั้นไม่ใช่คนที่ออกสำเนียงได้เด๊ะๆ เหมือนคนต่างชาติแท้ๆ แต่คนอินเดียมีสำเนียงที่ฟังยากกว่ามากๆ แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการคุยกันเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับนอร์เมนที่พูดง่ายเข้าใจง่ายกว่าเยอะ เราคุยกันน้ำไหลไฟดับ มาจบที่เรื่องธรรมะแบบอินเดีย นอร์เมนบอกว่าเขาเคยไปอยู่อังกฤษ แต่แล้วเขาก็ไม่ชอบ เขาเลยกลับมาอยู่ที่นี่ มีภรรยา ลูก หลานที่นี่ และเขาก็รักอินเดียมาก กิจการร้านซีดีถึงจะไม่ได้รายได้มากมายนัก แต่ก็ทำให้เขาเลี้ยงครอบครัวมาได้ดีจนทุกวันนี้ อังกฤษมันหนาวแบบไม่มีใคร แต่ที่กัลกัตต้าถึงจะหนาวแต่พี่น้องลูกหลานก็อยู่กันพร้อมหน้า เขาไม่อยากทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนอีก แม้ว่าจะมีเลือดอังกฤษอยู่ครึ่งหนึ่งก็ตาม เราคุยกันอีกสารพัด เหมือนได้ฟังแง่คิดจากผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เขาบอกเราว่าคนอินเดียมีหลากหลาย มีทั้งดีและไม่ดี ก็เหมือนๆ กับคนทั่วๆ ไปในโลกนี้ ถ้าเราโชคดีก็เจอคนดี โชคไม่ดีก็เจอคนไม่ดี นักท่องเที่ยวต่างมาท่องเที่ยวเพราะความอยากรู้ อยากเห็น อยากพักผ่อน แต่มีนักท่องเที่ยวสักกี่คนที่จะได้เจอประสบการณ์ดีๆ ไปซะหมด และได้เรียนรู้กับสิ่งที่เจอ บางคนก็บอกว่ามาอินเดียแล้วรัก แต่บางคนก็บอกว่ามาแล้วเกลียด แต่อะไรที่ทำให้เขารักหรือเกลียดอินเดีย มันเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของอินเดีย ผู้คนในเมืองนี้ หรือว่าเป็นเพราะจิตใจของคนมาเที่ยวกันแน่ ชั้นฟังแล้วก็คิดตาม เราไม่ชอบเขา เพียงเพราะเขาไม่เป็นเหมือนเรา เราชอบเขา เพราะเขายิ้มให้เรา แต่คนที่ไม่ยิ้มให้เรา เราเลยไม่ชอบเขา .. เท่านั้นหรือเปล่า หรือว่าเราเจออะไรที่มันนอกเหนือจากนั้น หรือจริงๆ แล้วเป็นที่เรากันแน่ ..

นอร์เมนปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า “เธอจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรในโลกได้เลย ถ้าเธอไม่ทำความรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน” และขอให้เราโชคดีกับการท่องเที่ยวครั้งนี้ จากสิ่งดีๆ ที่ชั้นได้รับกับการพูดคุยโดยไม่ได้ตั้งใจของเราทั้งสาม ชั้นรู้เลยว่านอร์เมนไม่ใช่เล่นๆ ยังมีเรื่องดีๆ อีกมากมายที่เขาแบ่งปันกับพวกเรา ชั้นรู้สึกดีใจยังไงบอกไม่ถูกกับการได้เจอนอร์เมนในครั้งนี้ นี่แหละ “เสือยิ้มง่าย” ของชั้น

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 25, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: