ติดดินที่อินเดีย ตอน 6 รถไฟมหาสนุก

จากเมืองสู่เมือง ตามธรรมเนียมไปลามาไหว้ ก่อนจะขึ้นรถไฟไปกัลกัตต้า ก็เลยเดินไปร่ำลาหลายๆ คนที่เราได้พบปะและพูดคุย แล้วก็เตรียมตัวขึ้นแท็กซี่ไปต่อรถไฟที่สถานี เพื่อจะไปวาราณสีรอบสองทุ่ม แท็กซี่คันนี้ทางโรงแรมเรียกให้ ซึ่งก็น่าจะเข้าใจดีว่าพวกเรากำลังจะไปสถานีรถไฟ แต่แท็กซี่กลับพาเราไปสถานีรถบัส ทั้งๆ ที่คืนนั้นรถก็แสนจะติด เราก็ต้องอธิบายว่าเราไปรถไฟไม่ใช่รถบัส แล้วระหว่างนั่งมาก็ไม่เห็นถามอะไร ก็คิดว่าเข้าใจอะไรๆ ดีแล้ว พอไปถึง แท็กซี่เลยขอค่ารถเพิ่ม เพราะว่าพาเราไปถึงสองที่ คงคิดว่าหน้านิ่มๆ แบบนี้จะเชือดกันได้นิ่มๆ ด้วยใช่ไหม ไม่เลย เราจ่าย เท่าที่เราเรียกมาเพราะเราบอกว่าเราบอกแน่นอนชัดเจนแล้ว และพนักงานที่โรงแรมก็ยืนยันกับเราว่าไปสถานีรถไฟด้วย ไม่ใช่รถบัส แต่คุณพาเราไปผิดที่เอง แล้วจะมาขอค่ารถสองต่อแบบนี้มันไม่ถูก ว่าเเล้วก็ยื่นเงินให้ แล้วก็เปิดประตูรถโกยอ้าว กลัวเขาตามมาหาเรื่อง
พอเข้ามาในสถานีก็ต้องเดินหาชานชาลาที่ 12 สถานีรถไฟที่นี่เป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุด และชานชาลาที่ 12 เอง ก็ยาวนักจนเราไม่รู้จะต้องนั่งรอตรงไหนดีถึงจะใช่โบกี้ตู้นอนของเรา ไม่มีสัญลักษณ์ ไม่มีตัวเลข ไม่มีอะไรบ่งบอก แต่เรามีปาก เราเลยถาม ถ้าไม่ถามก็อาจจะรอผิดแถว พอรถมาก็ต้องเดินไปเดินมาหาตู้อีกก็ได้ ทุกครั้งเวลาเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง ความอาย ความเขิน หรือเกรงใจจะคงไว้ในขอบเขต แต่ถ้าเรื่องอะไรที่ไม่รู้ล่ะก็ ถามอย่างเดียว ช่วยได้

ที่น่ารักของสถานีรถไฟนี้คือห้ามสูบบุหรี่ คือตั้งแต่มาถึงที่นี่ บุหรี่จะสูบในไหนก็ได้ แม้แต่ในร้านอาหาร แต่สถานีรถไฟห้ามสูบ และบนรถไฟ ก็ยังห้ามสูบอีก สิบสี่ชั่วโมง สำหรับคนไม่สูบบุหรี่ก็คงมีความสุขดีที่ไม่ต้องสูดกลิ่นควัน แต่สำหรับคนที่ปอดเริ่มดำ สิบสี่ชั่วโมงนี้ถือเป็นการทรมานร่างกายอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

วาราณสี เมืองที่มีคนบอกว่า “คนอินเดียไปตายที่นี่” อย่าเพิ่งตกใจ ไม่ใช่ว่าใครไปแล้วต้องตาย แต่เป็นที่ที่เขานำคนตายไปเมืองนี้ เพราะว่ามีแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นสิ่งและสถานที่สำคัญทางศาสนา ความเชื่อ และจิตใจของคนอินเดีย ช่วงที่เรานั่งรอรถไฟ ชานชาลาฝั่งตรงข้าม กำลังแบกโลงศพขึ้นรถ โชคดีที่ไม่ได้ไปคันเดียวกัน

เราได้ตั๋วนอน สภาพรถไฟไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายมีที่นอนสองแถว พับเป็นโต๊ะได้ นอนได้สองคน ล่างกับบน ฝั่งขวา มีที่นั่งสองแถวเหมือนกัน แต่ยาวหน่อย นั่งได้แถวละสอง ฝั่งนั้นเลยนั่งได้สี่คน รวมเป็นสี่เตียง ตอนแรกชั้นกับอเลยังอยู่ในท่านั่ง รถไฟมีหน้าต่าง แต่มีกรงเหล็กดัดมาขังไว้ไม่ให้โผล่หัวออกไปได้ เราสองคนซื้อเคบับมาตุนไว้ แต่ ณ เวลานั้นยังไม่รู้สึกหิว ฝั่งข้างๆ เป็นครอบครัวชาวอินเดีย พอขึ้นมาถึงปุ๊บ พวกเขาก็เปลี่ยนเป็นชุดโสร่งเตรียมนอนทันที จากนั้นก็เริ่มกินข้าว เอาข้าวมาเป็นปิ่นโตๆ คิดว่าคงเดินทางกันเป็นประจำจนรู้ว่าต้องทำอะไรยังไงแล้ว ครอบครัวข้างๆ แสดงถึงหน้าที่ระหว่างสามีและภรรยาของคนอินเดียได้อย่างดี ฝ่ายชายเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมกินข้าวและนอน ฝ่ายหญิงเตรียมอาหารสำหรับทุกคน จากนั้นกินพร้อมกัน ฝ่ายชายเตรียมตัวนอน ฝ่ายหญิงเก็บของแล้วค่อยนอน ครอบครัวนี้เอาอาหารมาน่าเอร็ดอร่อย แต่ลุงตู้ถัดไป แกกินกล้วยกับนาน (ขนมปัง) แกคงต้องการให้อิ่มท้องเต็มที่ และแกกินมันสองอย่างพร้อมๆ กัน ชั้นกับอเลได้แต่มองยิ้มๆ ทักทายกันไป แล้วก็หันหน้าหาหน้าต่าง พยายามจะหลับ เพราะไม่อยากขึ้นไปนอนข้างบน แต่แล้วชั้นเองก็ทนไม่ได้ ก็เลยบอกว่า กางที่นอนเถอะ เธอนอนนี่แหละ ชั้นขึ้นไปข้างบนเอง ข้างบนมีพัดลม แต่ไม่ได้เย็นอะไรซะเลย แต่ความเหนื่อยก็ทำให้ชั้นหลับอย่างไม่รู้ตัว มาตื่นอีกทีก็ตอนเช้า ได้ยินเสียงเด็กขายของบนรถไฟร้องว่า “ชัยๆๆๆ” แปลว่าชามาแล้ว

ลงมานั่งกับอเลข้างล่างอีกรอบ บรรยากาศตอนเช้าดีมากๆ อากาศสดชื่น อเลหิว ก็เลยกินเคบับที่ซื้อมาเมื่อวาน แต่เหมือนว่ากลิ่นจะไม่ค่อยดีแล้ว กินไปไม่กี่คำก็หยุด แต่ชั้นไม่หิวและไม่อยากกินก็เลยไม่ได้กิน และเคบับตัวนี้เองที่ทำให้อเลเดินไปไหนไม่ได้เกือบวัน
เราชื่นชมกับ ทิวทัศน์และบรรยากาศดีๆ แบบนี้ได้ไม่นาน ชั้นคิดว่ามันใกล้ถึงวาราณสีเต็มทีแล้ว เพราะคนในบางโบกี้ก็ลงในสถานีต่อๆ มา พอถึงสถานีหนึ่ง ชั้นขอเรียกว่าสถานีแม่บ้าน เพราะมีสาวๆ และป้าๆ ชาวอินเดีย ส่วนใหญ่คือผู้หญิงหลากหลายวัย มาพร้อมหาบผลไม้ ย่ามของขาย และอื่นๆ ขึ้นมากันบนรถไฟเป็นร้อยๆ คน และผู้หญิงที่มาใหม่เหล่านี้ ไม่สนใจว่าที่ไหนคือตู้นอนหรือตู้นั่ง แต่แกเข้ามานั่งมานอนบนเนื้อที่ที่พวกชั้นจ่ายเงินกันอย่างไม่สนใจ มีคนพยายามมานั่งบนตู้นอนของชั้น อเลบอกว่านี่มันตั๋วของเรา แต่เธอส่งภาษาอินเดียที่พวกเราไม่เข้าใจ จนครอบครัวอินเดียข้างๆ ต้องบอกพวกเขาว่าอย่ามายุ่งกับเรา เขาก็เลยถอยไป แต่จากโบกี้ที่นั่งกันหกคนในตอนแรก ตอนนี้กลายเป็นเกือบร้อยคน ชั้นเลยให้บางคนนั่งตู้นอนข้างบนของชั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็กระจายไปนั่งที่อื่น และก็นั่งตรงทางเดินอย่างแน่นขนัด สายตาไม่ได้เป็นมิตรเลย ทั้งๆ ที่พยายามยิ้มให้ แต่เขาทำหน้าราวกับว่า ทำไมเราไม่ลุกให้เขานั่ง ทำให้เขาต้องนั่งที่พื้น เอ่อ ก็ชั้นซื้อตั๋วมานะ!
นั่งมองหน้ากันไปกันมากับแก๊งแม่บ้านอยู่สัก พัก คิดว่าถ้าเป็นปลากัดไม่ใครก็ใครคงท้องไปแล้ว แต่ไม่กี่สถานีถัดไปพวกเขาก็กรูกันลงพร้อมๆ กันเหมือนเเย่งกันไปเปิดร้านขายของ  อากาศดีๆ ค่อยกลับมาเหมือนเดิม ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง และไม่ถึงสองชั่วโมงเราก็ถึงวาราณสี ครอบครัวอินเดียบอกเราอีกนั่นแหละว่าลงสถานีนี้ ที่นี่อาจจะมีประกาศ แต่ประกาศเป็นฮินดิ ก็เลยไม่สามารถเข้าใจได้ แต่ก็ขอบคุณครอบครัวนั้นด้วย ที่ช่วยเหลือเราในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง
ถึงแล้ว เมืองแห่งแสงสี เมืองแห่งแม่น้ำคงคา


Advertisements

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 25, 2009.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: