ติดดินที่อินเดีย ตอน 3 กัลกัตต้าม(า)หาเสน่ห์

ขึ้นรถอย่างอุ่นใจ นึกว่าสบายแล้ว แต่กลับต้องมาเจอกับปัญหาจราจรที่ติดๆ ขัดๆ ตลอดเวลา เราใช้เวลาเกือบชั่วโมงมาถึงโรงแรม Astoria Hotel โดยรวมแล้ว ห้องกว้างขวาง ไม่ได้สะอาดที่สุด แต่ก็ไม่ถือว่าแย่นักสำหรับชั้น เป็นห้องที่มีทั้งแอร์และพัดลม ห้องน้ำใหญ่จริง แต่ไม่ได้สวยหรูนัก เราบอกเจ้าหน้าที่เรื่องที่ไม่ได้ส่งรถไปรับเรา และขอเงินค่ารถคืน อินเดียกำลังจะตีชั้นอีกที เพราะพนักงานทำท่าจะไม่คืนเงินให้ อเลเลยโชว์อีเมล์ที่เราจองว่าเรามีหลักฐานการจ่ายเงิน ทำให้พนักงานจำนนต่อหลักฐาน นี่มันจะไม่มีจรรยาบรรณอะไรกันเลยหรือ

เราได้ห้องเบอร์ 13! ไม่อยากจะคิดเลยว่านี่คือสัญญาณดีหรือ … ในทางกลับกัน

หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าห้องเรียบร้อย สำรวจ อาบน้ำ เราก็ออกไปเดินเล่นกัน ชั้นเองก็ไม่ได้วาดภาพสวยหรูว่ากัลกัตต้าต้องเป็นเมืองสงบ มีตึกรามใหญ่โต ถึงจะรู้มาว่าเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียมาก่อน แต่เป็นเมืองหลวง ก็ต้องมีคนเยอะ มีตึกเยอะ มีมลภาวะเยอะ  และก็ใช่เลย กัลกัตต้าช่างเป็นเมืองที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ผู้คนขวั่กไขว่ เสียงแตรดังเป็นจังหวะไม่มีขาดสาย ไม่มีความเงียบเลยแม้แต่นิดเดียว นึกถึงฮานอยชะมัด แต่กัลกัตต้า แรงกว่านั้นเยอะ

แล้วเราเดินไปไหน เดินไปทำอะไร เดินไปทำไม?

ไม่รู้ รู้แต่ว่าเดินไปเรื่อยๆ สำรวจไปเรื่อยๆ ที่ไหนมีถนน ที่นั่นมีเรา เราไปตลาดที่ว่าน่าจะได้เจอของดี แต่ก็เป็นของดีที่ไม่ค่อยดี เพราะมันคือตลาดสด โดยรวมๆ ละแวกที่เราอยู่ ไม่ได้มีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจเลยนอกจากเสียงจากทุกๆ อย่างที่เปล่งออกเป็นเสียงได้ และทำให้เราเครียด! อินเดีย ตีชั้นอีกแล้ว!

กัลกัตต้า ไม่ใช่เมืองที่จะให้คุณมานั่งชิลๆ รับลมเย็นๆ เราต้องใส่ใจทุกย่างก้าว เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเหยียบไปโดนฉี่ โดนอึของคนหรือของวัวตัวไหนเข้า พร้อมทั้งต้องระวังรถที่ไม่ได้กลัวคน และพร้อมที่จะเเล่นชนหรือทับคุณได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่าคนอินเดียประหยัด ไม่ว่าจะประหยัดน้ำ ไม่จำเป็นต้องมีห้องน้ำสาธารณะหรือเข้าห้องน้ำในบ้าน เพราะพื้นถนนก็เหมือนส้วมอยู่รำไร นึกจะถ่ายก็ถ่าย นึกจะฉี่ก็ฉี่ ทั้งหญิงและชาย ชั้นคิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่ที่ชั้นเห็นมากับตาเค้าทำแบบนี้ อีกอย่างที่ประหยัดคือถนน รถให้แล่นแค่สองเลน แต่คนอินเดียขับซะสี่เลน เบียดเสียดกันยิ่งกว่ารัชดาซอยสี่ ไม่เหลือพื้นที่ให้มอเตอร์ไซค์แทรกระหว่างคันรถได้ คนข้ามถนนไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะปลอดภัย เพราะมันไม่มีเวลาให้คุณคิดหรือตัดสินใจแม้แต่น้อย ถ้าจะข้าม ต้องรีบข้าม และอย่าคิดว่ารถจะกลัวหรือเกรงใจคุณ ที่นี่ ถ้าชนได้ ชนเลย เสียงแตรดังแข่งกันเหมือนกำลังแข่งกิจกรรมประสานเสียง การบีบแตรของที่นี่ไม่ถือว่ามันคือการมีมารยาทหรือไม่มีมารยาท แต่เหมือนเป็นเรื่องปกติ รถพูดไม่ได้ ก็ให้แตรพูด แต่ใช่ว่าจะมีใครไยดีกับเสียงแตรนั้น เธอบีบ ชั้นก็บีบ นี่ชั้นดังกว่า นี่นี่นี่นี่ ชั้นจังหวะสามช่า จะยอมไหม มีอยู่ครั้งนึงระหว่างเดินบนท้องถนนชั้นถึงขั้นทนไม่ไหวตะโกนออกมาว่า “โว้ยยยยยยย” ฮ่าฮ่าฮ่า คนมองชั้นเป็นตาเดียว แล้วชั้นก็หัวเราะ พวกเค้าก็เลยหัวเราะไปด้วย เข้าใจความรู้สึกชั้นไหม คือมันที่สุดแล้วจริงๆ จะบีบอะไรกันนักกันหนา ความเสียวสยองที่จำได้คือตอนนั่งแท็กซี่มาจากสนามบินไปโรงแรม ด้วยปัญหารถติด รถเราจอดนิ่ง เมื่อรถติด มันทำอะไรไม่ได้ เรามองไม่เห็นว่ามันติดไฟแดง ติดคน หรือติดรถ และทุกคนก็พร้อมรวมใจกันบีบแตรเพื่อให้รถขยับ แล้วถ้าเกิดมันติดไฟแดง รถมันจะขยับได้ไง ด้านข้างๆ รถเริ่มขยับแล้ว แต่รถเรายังจอดนิ่ง แล้วชั้นก็ได้เสียงบีบแตรอย่างวงมโหฬี พร้อมด้วยเสียงเบรคดังเอี๊ยด หันไปดู รถบรรทุกยักษ์ เบรคได้ทันท่วงทีพอดีกับจอหน้าต่างด้านขวาฝั่งอเลนั่งของรถเรา อินเดียนี่ไม่ใช่เเตรดีและดังอย่างเดียว เบรคยังดีอีกด้วย นี่ถ้าเบรคแตก ชั้นคงเที่ยวอินเดียคนเดียวไปแล้วใช่ไหม?

เรายังเดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไปเจอสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่ชาวอินเดียมารวมตัวกันนั่งปิคนิค บ้างก็มานอนหลับ บ้างก็เล่นกีฬา ก็เหมือนสวนสาธารณะอื่นๆ ทั่วๆ ไป ชั้นได้ยินมาว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมของคนเมืองนี้ แต่ชั้นก็เห็นคนเล่นคนคริกเก็ตและว่าว เยอะเหลือเกิน แต่การเดินมาที่สนามแห่งนี้ ทำให้ชั้นได้เห็นความแตกต่าง สำหรับฟุตบอล แค่การมีลูกบอลหนึ่งลูก ก็ชวนเพื่อนๆ มาเตะกันได้แล้ว แต่การเล่นคริกเกต นอกจากจะมีไม้ มีลูก มีชุดที่เซฟตัวเองได้เป็นอย่างดี แล้วต้องมีเงินซื้อไม้ดีๆ และชุดดีๆ แบบนั้นด้วย ชั้นเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งใส่ชุดนักกีฬา คิดว่าคงมาจากโรงเรียน มีครูสอนพร้อม มีชุดกีฬาป้องกันความปลอดภัยพร้อม ไม้สวยงามพร้อม ในขณะที่อีกกลุ่มไม่ไกลนักเป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ใส่ชุดอยู่บ้าน และใช้ไม้ท่อนๆ ที่คงไปหาจากไหนสักที่ มาประยุกต์ใช้เป็นไม้คริกเก็ตแทน นี่ละมั้งที่ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ หรือโรงเรียนสอนมาถึงการแบ่งชนชั้นวรรณะของชาวอินเดีย ถ้ามีเงิน ก็ได้เรียนโรงเรียน ไม่มีเงินก็ต้องหาความรู้นอกบ้านแบบนี้ แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องราวแบบนี้ในเมืองไทยก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ เพียงแต่ไม่ได้ประกาศโฉ่งฉ่างว่าเรามี 4 วรรณะเหมือนประเทศนั้นเท่านั้น

เราเดินเล่นกันพักใหญ่ๆ อย่างไม่มีแผนที่ในมือ ยังไม่รู้ว่าแล้วจะกลับโรงแรมถูกไหม แต่ก็พอจำได้คร่าวๆ ว่าอยู่ละแวกไหน เดินไปเดินมาเริ่มค่ำ เราสองคนไม่ได้เช็คอินเตอร์เน็ตเลยตั้งแต่มาถึง พอผ่านร้านเน็ตก็เลยเเวะสักหน่อย ราคาต่อชั่วโมง แพงกว่าที่เมืองไทย (แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่) เราผลัดกันเล่นคนละสิบนาที ร้านเน็ตร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ มีคอมธรรมดาๆ อยู่ประมาณ 6 เครื่อง ตอนไปถึงมีว่างหนึ่งเครื่องพอดี ชั้นเล่นก่อน อเลรอ พอถึงตาอเล ชั้นนั่งรอ เลยได้หันไปมองรอบๆ และได้เห็นคนอินเดียที่กำลังเล่นเน็ตเครื่องข้างหลังชั้น กำลังแชทกับใครสักคนผ่าน MSN ได้เห็นสีหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มของหนุ่มอินเดียคนนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคงกำลังแชทกับสาวๆ อยู่แน่ๆ แต่ที่ทำให้ชั้นหัวเราะในใจออกมาก็คือ รูปใน MSN ที่โชว์บนชื่อของเขา มันไม่ใช่หน้าของเขาเอาซะเลย ชั้นล่ะหวั่นใจแทนสาวๆ จริงจริ๊ง จะรู้มั่งไหม ว่าตัวตนที่แท้จริงของหนุ่มคนนั้นจะหน้าตาโหดแบบนี้

วิถีชีวิตของคนอินเดียก็คงไม่ได้ต่างจากคนไทยนัก ทำงาน เรียน กิน เล่น นอน และวัยรุ่น (แต่ที่นี่วัยดึกหน่อย) จะใช้เวลาในร้านเน็ต ตอนเลิกเล่นเห็นว่ามืดมากแล้ว ชั้นเริ่มหิว มีร้านอาหารให้เลือกมากมายทั้งร้านริมถนนและร้านหรูๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารจีนและญี่ปุ่น เราอยากลองอาหารอินเดีย ชั้นเองไม่ใช่คนชอบอาหารอินเดียนัก ตอนอยู่เมืองไทยเคยลองแล้วไม่ชอบกลิ่น แต่เราไปถึงถิ่น จะไม่ลองได้ยังไง สุดท้ายเราก็เจอร้านอาหารอินเดียแต่เป็นอาหารมังสวิรัติ แทบเบรคแตกอยากบีบเเตรข้ามผ่านไปมากๆ แต่ในที่สุด คนรักเนื้ออย่างชั้นก็ต้องลองอย่างเสียไม่ได้ อเลยินดีกินที่นี่อย่างไม่มีเงื่อนไขเพราะว่าหิว และอเลเองไม่สนใจว่าเป็นอาหารมังสวิรัติด้วยเพราะว่ากินอะไรก็ได้ ถึงจะไม่ชอบแต่ชั้นก็อยากลองเหมือนกัน เราเลยตกลงกินกันที่นี่ หน้าตาอาหารน่ากินมากๆ ถึงจะเป็นมังสวิรัติ ชั้นก็เลยเลือกสั่งมาหนึ่งอย่าง และคิดว่าชั้นคงกินได้อร่อยแน่ๆ พร้อมกับสั่ง “ลาสซี่” (LASSI) มันคือโยเกิร์ตปั่น มีให้เลือกแบบหวานกับแบบธรรมดา แบบธรรมดาจะออกเปรี้ยวๆ หน่อย ชั้นก็เอาแบบหวาน ลาสซี่โอเค ปลอดภัย แต่อาหารอินเดียมื้อแรกมังสวิรัติของชั้นนี่สิ … ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อินเดียตีชั้นดังโป๊กอีกแล้ว

อินเดี๊ยอินเดีย

* ตามท้องถนนจะมีน้ำประปาสาธารณะ ที่คนอินเดียทั้งดื่ม กิน และอาบ ตามที่เห็นมาคือนั่งฟอกสบู่อาบน้ำกันตรงถนนนั้นเลย

* เด็กผู้ชายอินเดียหลายๆ คู่ เดินจับมือกัน น่าจะเป็นมิตรภาพมากกว่าการคิดอะไรเกินเลยไปกว่านั้น?

* ร้านขายชุดชั้นในสตรี มีโปสเตอร์ผู้หญิงสวมใส่โชว์อยู่อย่างเด่นชัด แต่ถ้าผู้หญิงใส่กางเกงขาสั้นกลับมองว่าไม่ควร

* ชัย คือชาอินเดีย เหมือนชาไทยใส่นม แต่สีเหมือนช็อคโกแลตเย็นมากกว่าชาเย็น แต่จะกินเป็นชาร้อน อร่อย ได้รสชาติดีแท้

Advertisements

~ โดย โตเดี่ยว บน สิงหาคม 25, 2009.

4 Responses to “ติดดินที่อินเดีย ตอน 3 กัลกัตต้าม(า)หาเสน่ห์”

  1. รบกวนหน่อยคับ อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ กัลกัตต้า มากเลยคับ
    พอดีว่าที่ทำงานเสนอให้ไปอยู่คับ
    ติดต่อทางเมลล์ หรือ MSN ได้มั๊ยคับ ขอบคุณครับ

  2. hello
    whats ur name ?
    is it bangalore pictures

  3. เขียนได้เห็นภาพมากกกก.. โดยเฉพาะตอนที่โดนอินเดียตีนะ.. ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: