ทบทวน 2008 ตอน 2.3 แม่ฮ่องสอน

แค่สองชั่วโมงก็ถึงเมืองแม่ฮ่องสอน มีหนาวอยู่แว๊บนึงตอนผ่าน “กิ่วลม” และ “ปางมะผ้า” เค้าบอกว่า ปางมะผ้าน่ะ เหมือนปายสมัยแรกๆ ถ้าอยากสัมผัสวิถีคนพื้นเมืองและบรรยากาศดีๆ ขอให้เปลี่ยนจากปายไปปางมะผ้าเถอะ แต่ต้องรีบๆ ไปนะ เพราะอีกไม่นานก็คงวุ่นวายอย่างปายแน่แล้ว

ขับมาถึงตัวเมืองเเม่ฮ่องสอน รู้สึกอยากถอดเสื้อผ้ามากๆ เพราะว่ามันร้อนสุดๆ มาผิดเวลาจริงๆ ปกติไม่เคยเข้ามาในตัวเมืองเเม่ฮ่องสอนโจ้งๆ แบบนี้เลย จะแวะไปตามเมืองตามเขามากกว่า พอครั้งนี้มา โห .. เมืองนี้แห้้งมากๆ และยิ่งร้อนเลยยิ่งแห้งด้วย เราจอดรถไว้ตรงเรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเลย จะมีสระน้ำแอบสร้างความชุ่มชื่นให้เล็กน้อย รอบๆ เป็นวัด, ร้านอาหารและที่พัก

ไม่รู้จะไปพักที่ไหนดี จะไปดูอะไรดี จะทำอะไรดี แต่หิวมากๆ จะไปกินเลยก็ไม่ได้ อยากจะหาที่พักกันก่อน ก็เลยขับไปเรื่อย ไปรอบๆ ที่พักมีตั้งแต่ 200 บาทไปยันพันกว่าบาท เราเจอที่นึง ไม่ไกลจากจุดศูนย์กลางนัก “ร่มไทย เกสท์เฮาส์” 500 บาท กับห้องกว้างๆ ภายในเป็นสวน อืม .. เอาอันนี้แหละเนอะ

ไม่ค่อยจะมีคนเเถวนี้เท่าไหร่ ชั้นคิดว่ามันไม่ใช่เมืองของการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเองอาจจะแวะมาถ้าเกิดข้ามฝั่งไปพม่าแล้วกลับมาแวะสักคืนก่อนไปที่อื่นต่อ อ่ะ พอหาที่พักได้ ก็เลยไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารที่เหมือนว่าจะโอเคที่สุดในละแวกนี้ Sunflower Pub And Restaurant ถ้าเป็นในกทม. ก็เหมือนคาราโอเกะผับหรืออะไรเืทือกนั้น มีนักร้องสาวๆ มา้ร้องเพลงฝรั่งแบบบ้านๆ แต่อาหารอร่อยดีนะ … กินเสร็จก็ไปเดินเล่นที่วัด ถ่ายรูป ที่วัดจองกลาง แล้วก็เเวะไปหาอีกสองสามวัดรอบๆ ก็ไม่มีอะไร กลับมาอาบน้ำแต่งตัวรอคืนนี้ไปเดินตลาดกลางคืน

แต่ตลาดที่นี่ต่างจากปายสิ้นเชิง มีของหลากหลายเเต่ถ้าเทียบกับถนนคนเดินเชียงใหม่, ปาย หรือที่หลวงพระบาง พวกนั้นจะมีความหลากหลายและของน่ารักกว่า เราเดินไปเรื่อยๆ จนเหนื่อย แวะถามตำรวจเล็กน้อยถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่ควรจะไปเที่ยวแล้วก็กลับไปนอน …

วันต่อมา เห็นท่าว่าเราควรจะชิ่งออกจากเเม่ฮ่องสอนให้เร็วที่สุด ก่อนไปก็แวะไปดูพระธาตุดอยกองมู ถ้าเป็นหน้าหนาว เค้าว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดที่นี่ แต่เราไม่เห็นทะเล ไม่เห็นหมอก ไม่เห็นอะไรเลย … มีแต่เเดดเปรี้ยงๆ แต่วัดงดงามสมคำร่ำลือ ถ่ายรูปสักพัก พักกินกาแฟ บนนั้นมีร้านโปสการ์ดน่ารักๆ และร้านกาแฟที่บรรยากาศดี แต่รสชาติกาแฟ .. เฉยๆ ก็เอาไว้พักเหนื่อย แล้วก็ไป ขับต่อไป หมู่บ้านกะเหรี่ยงกัน

พยายามนึกทางที่ตำรวจแนะนำเพื่อไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวบ้านในสอย (จริงๆ มีอีกสองที่ บ้านน้ำเพียงดิน (ต้นตำรับคอยาว) แต่ต้องนั่งเรือหางยาวต่อไปอีก และบ้านห้วยเสือเฒ่า แต่พอดีบ้านในสอยใกล้กว่า และเราก็ออกมาสายแล้วด้วย จะไปบ้านน้ำเพียงดินก็คงไม่ทัน) ระหว่างทาง ก็ขับๆ ตามป้าย แต่แล้วป้ายหายไป หลงเข้ามาในที่ที่เหมือนป่า เอาละหว่าไปทางไหนดี พอดีเจอพี่ชายคนนึง จอดมอเตอร์ไซค์อยู่อย่างโดดเดี่ยวข้างทาง และทำท่าทางเหมือนกำลังซ่อมอะไรสักอย่าง เราก็เลยเเวะถามทาง เค้าบอกว่า เค้าอยู่แถวหมู่บ้านนั้นพอดี และบอกทางเรา อเลเลยบอกว่าให้เค้าติดรถไปด้วยกัน เพราะรถเค้าเสียและพี่เค้ามีถุงใหญ่ๆ อีกสองถุง ตอนแรกเค้าทำท่าลังเลแบบเกรงใจ เราต้องคะยั้นคะยอไป จนเค้าก็ไปด้วย

พี่เค้าพูดไทยไม่ค่อยชัดนัก เพราะแถวนั้นเค้าพูดภาษาท้องถิ่นแบบสุดๆ แต่ก็ทำความเข้าใจอย่างดี ขับมาสักพัก ก็ผ่านร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ พี่เค้าก็ขอลงเอารถไปซ่อม … เเล้วก็บอกว่าจะพาเราไปให้ถึงหมู่บ้าน แล้วเค้าจะเดินกลับมาเอง โห อึดเชียว ก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราหาทางไปกันเอง ไม่น่าหลงหรอก ขอบอกขอบใจกันยกใหญ่ คนไทยใจดีแบบนี้นี่เอง .. เนอะๆ

แล้วก็มาถึงบ้านในสอย โห มีคนมาเที่ยวอีกกรุ๊ป อยู่ไม่ถึง 5 นาทีเค้าก็ไป ก็เพราะหมู่บ้านมันไม่มีอะไรเเล้ว คือมีร้านรวงจริง แต่เหมือนทำขึ้นเพื่อเซ็ทอัพรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะกะเหรี่ยงที่นี่ เค้าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบกะเหรี่ยงจริงๆ จังๆ เท่าไหร่นัก เพราะด้านหลังจะเป็นหมู่บ้านที่เค้าอยู่ แต่ด้านหน้าจะเป็นร้านขายของ คนน้อยมาก ได้ข่าวมาว่ากะเหรี่ยงหลายต่อหลายคน พยายามหาทางให้ชีวิตดีขึ้น โดยการเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ ทางรัฐบาลต้องรีบรณรงค์สร้างให้หมู่บ้านน่าอยู่ หางานรองรับ เพื่อให้กะเหรี่ยงกลับมาเรียกเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นและเพื่อการอนุรักษ์ไว้ด้วยวัฒนธรรมกะเหรี่ยงคอยาว … อืม … จะำทำอะไรก็ไม่ได้ ลองนึกดูดิ ถ้าเกิดชั้นน่ะ ชั้นที่ไม่ได้มีคอยาวอะไรหรอก แต่ถ้าชั้นเบื่อบ้านตัวเอง เลยอยากไปบ้านอื่นเมืองอื่นเพื่อไปหาสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็โดนเรียกให้กลับมาอยู่ที่บ้านเพื่อมาลุ้นอีกทีว่าจะทำอะไรได้ไหม .. แล้วชั้นจะอยากกลับมาไหม …

อันนี้มันงานสำนึกรักบ้านเกิดล้วนๆ เลยนะนั่น

เราเดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ ภายในมีลานโล่งๆ และมีซุ้มที่มีกระดานดำอยู่เเผ่นนึง เค้าเรียกที่่นี่ว่า “โรงเรียน” ห้องพักครูก็แสนโทรม แต่ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมเลยไม่มีการเรียนการสอนที่ไหน มีเพื่อนฝรั่งอยู่คนนึง บอกว่าปีนี้ (2009) จะไปสอนชาวเขาที่แม่ฮ่องสอน 4 เดือน เห็นแล้ว อืม.. คือพวกเพื่อนเนี่ยก็อยากมาอยู่เมืองไทยด้วย ชอบเมืองด้วย ก็เลยแลกที่นอน วีซ่า การใช้ชีวิต กับความรู้ภาษาอังกฤษกับเด็กๆ และคนที่นั่น ก็น่าปลื้มไม่น้อย …

บ๊ายบายพี่ๆ น้องๆ กะเหรี่ยง เราคงได้เจอกันอีกโอกาสหน้านะ … ได้เวลาขับลงไปเมืองอื่นแล้ว

~ โดย โตเดี่ยว บน กุมภาพันธ์ 6, 2009.

2 Responses to “ทบทวน 2008 ตอน 2.3 แม่ฮ่องสอน”

  1. ไปปายมาด้วยเหรอ อิจฉาๆๆ

  2. ไปมาค่ะ .. แต่รอบสอง ไม่เหมือนรอบแรก รอบเเรกเจ๋งกว่า .. พี่แก้มไปมายัง🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: