เขียนนักหรือนักเขียน

ตั้งแต่เล็กจนโต ก็ทั้งอ่านทั้งเขียนมาตั้งแต่จำความได้
คนอื่นเค้าอาจจะคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
เเต่สงสัยชั้นจะคาบดินสอมาละมัง
ถ้าไม่นับที่ครูสอนให้เขียนตั้งแต่อนุบาล
ก็รู้สึกว่าจะเริ่มเขียนอะไรของตัวเองตั้งแต่ป.3
ไดอารี่เล่มเเรก … เเละสมุดเพลงเล่มเเรกเกิดขึ้นตอนนั้น
ที่จำได้ฝังใจ เพราะว่ามีตอนนึงเขียนถึงเพื่อนชายสมัยประถม
ที่สบตาปิ๊งๆทำให้ไหวหวั่น เเล้วอาเก็บได้เเอบเอาไปอ่าน
(ช่างไม่รู้เลยหรือไงว่านั่นน่ะมันของส่วนตัว)
เเล้วก็เอามาล้อ .. จนถึงทุกวันนี้

คนชอบเขียน ใช่ว่าจะต้องเป็นคนเขียนดี ว่าไหม
อย่างชั้นเอง ก็ไม่คิดว่าตัวเองเขียนดีอะไรเลย ค่อนข้างเขียนไปเรื่อย ตามใจตัวเองซะมากกว่า
ถึงมันจะทำให้เลี้ยงปากท้องตัวเองมาตั้งเเต่รู้จักทำงานหาเงิน เเต่ “การพัฒนา” มันก็ต้องการเราไม่รู้จักจบสิ้น
ก็พยายามให้มันดีที่สุดเวลาทำงาน … เเต่การเขียนเพื่อการค้ากับการเขียนเพื่อความสุขมันก็เเตกต่างมากโข

ชั้นหยุดเขียนเพื่อความสุขไปเมื่อ 2 ปีก่อน
ตอนนี้กลับมาเขียนอีกครั้งในบล็อก
ได้ยินคำว่า “บล็อก” ก็นาน เเต่ไม่เคยคิดจะสัมผัสจริงๆจังๆซะที
ไฟเเห่งความสุขมันกลับมาอีกครั้งตอนเปิดซิงบล็อกเเรก บล็อกท่องเที่ยวภาษาอังกฤษ
หลังจากที่ชีพจรลงเท้า ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องเเบกเป้ไปทุรนทุรายกับความงามของธรรมชาติและผู้คนต่างถิ่น
จนอดไม่ได้ที่อยากจะมาเล่าให้ใครๆฟัง เอารูปมาให้ใครๆได้ดู

ลองเขียน ลองแบ่งปันประสบการณ์ ผลที่ได้รับกลับดีกว่าที่คิด
หลายๆคนสนใจเรื่องเล่า หลายๆคนอยากจะไปบ้าง
รู้สึกดีที่เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอความมหัศจรรย์ในสถานที่ต่างๆที่ชั้นได้ไปเจอ
ได้ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆที่ได้รับจากผู้คนมากมายที่ยืนยิ้มรับพวกคุณอยู่ที่ดินเเดนต่างๆ

พอได้กลับมาเขียนอีกครั้งก็เริ่มมันมือ
เเต่บล็อกภาษาอังกฤษบล็อกนั้น เป็นบล็อกท่องเที่ยว
จะไม่ม้งเม้าเรื่องราวจิปาถะมากมายก็ใช่ที่
เลยเสี้ยน … อยากเขียนต่อ
จนมาเจอ wordpress จากเพื่อนรุ่นพี่ที่เเนะนำมา
หลังจากอ่านเรื่องราวของเค้า ไฟก็ก่ออีกครั้ง
บล็อก ก็เหมือนเพื่อนสนิทอีกคนที่ชั้นเอาเรื่องต่างๆมาเล่าให้ฟัง
เป็นความสุขในการได้เขียนอะไรที่ไม่ต้องมีข้อจำกัดด้วยคำว่า “ขายของหน่อยสิ”
“ขอชื่อสินค้าอยู่ในนั้นด้วยนะ” “ขอเเก้ตรงนี้เป็นคำว่า ที่นี่ เร็วๆนี้ ได้ไหมคะ”
“เปลี่ยนคำว่าโอ๊ย เป็นโอ๊ย โอ๊ยได้ไหม ลูกค้าขอ”
อะไรที่มันบันเทิงจรรโลงใจก็สนุกไป
เเต่อะไรที่มันปัญญาอ่อนเกินไปก็ทำให้ไฟมันมอดได้
บล็อกเลยเหมือนที่ระบาย ได้ทำตามใจ ได้เขียนตามใจ
สมองของคน … มันอาจจะจดจำเรื่องราวไม่ได้หมดทุกอย่าง
บางเรื่องที่เล่าออกไป เพื่อนเราอาจจำได้ไม่หมด เวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปีก็ลืม
เเต่บล็อก … จำได้ เก็บไว้ได้ คิดถึงเมื่อไหร่ เปิดอ่านอีกที ความทรงจำ ความคิด
ความรู้สึกดีๆและไม่ดีมันก็ยังเสนอหน้ารอให้ชั้นอ่านอยู่เสมอ (นอกจากเว็บจะล่ม)
เเต่บล็อกมันก็ต่างจากไดอารี่ตรงที่ไม่ได้ระบายเรื่องที่เป็นส่วนตัวสุดๆออกมา
แต่ส่วนตัวสุดๆ ก็ควรเก็บไว้ให้มันอยู่ลึกสุดๆในหัวใจ ดีกว่าบันทึกไว้เเต่ในคอมพิวเตอร์ จริงไหม

พอได้เขียน … มันก็เลยได้อ่านโดยอัตโนมัติ
เริ่มต้นจากการอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียน … เเล้วก็ไขว่คว้าอยากอ่านสิ่งที่คนอื่นเขียนบ้าง
การอ่านเกิดขึ้นจริงๆจังเห็นภาพจะๆ ไม่นับการอ่านนิทานอีสบตอนประถมต้น
ก็คือการอ่านออกเสียง เป็นตัวเเทนโรงเรียนไปประกวดตอนประถมปลาย
เเถมได้รางวัลที่สองมาครองซะอีกเเน่ะ …. ทำไปได้
ไม่รู้ครูเห็นอะไร ส่งไปหน้าตาเฉย …
ตั้งแต่นั้นมา ก็ออกล่าหาหนังสือโดนๆมาอ่านไม่รู้จักจบจักสิ้น
บางเล่มซื้อมาแล้วหงุดหงิดใจ อ่านเเล้วอยากเอาไปบริจาค
(อาจจะเหมือนพวกคุณที่ตอนนี้อาจกำลังอยากจะส่งลิงค์เว็บชั้นไปบริจาค 5555)
เเต่บางเล่มซื้อมาเเล้วก็อยากฆ่าตัวตาย จะได้ไปเกิดใหม่
เผื่อจะเขียนได้จับใจแบบพวกเค้าบ้าง

เพื่อนสนิทคนนึง เคยมาปรึกษาเรื่องงานเขียน
ว่าเขียนออกมาเเล้วก็ไม่ชอบใจซะที ไม่มั่นใจว่าควรจะเขียนเเนวไหน
หรือเขียนอะไรให้มันดูน่าอ่าน ให้คนอยากอ่าน
ถ้าทำตามใจตัวเอง ชั้นว่าเขียนอะไรก็เขียนไปเหอะ
เเต่ถ้าทำเพื่อการค้า  สำหรับชั้นคิดว่าก็หาเสียงตัวเองให้เจอ เเล้วเขียนให้ถูกโทน …
ด้วยเรื่องราวที่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจะขาย เเต่อย่าฝืนตัวเอง ใช้เสียงตัวเองนำ ถ้าเสียงเราเพราะจริง คนจะฟังเราเอง

ไม่รู้มันได้ประโยชน์อะไรบ้างหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า … ไอ้เราก็ไม่ใช่นักเขียนมือวางอันดับหนึ่งซะด้วย

เเต่ก็สนับสนุนให้เพื่อนเขียนนะ ไม่ว่าจะเขียนออกมาดีหรือไม่ดี เเต่ถ้าชอบเขียนก็เขียนเลย

ขอเเค่สนุกกับมัน อย่าไปเครียดกับมันหรือตั้งกฎเกณฑ์ว่าเขียนยังไงจะได้มีคนมาอ่านเยอะๆเป็นพอ

(เเต่อย่างที่บอก ถ้าทำเพื่อการค้า … ก็คงต้องคำนึงเรื่องนั้นนิดนึง

เบื่อการค้าจริงๆ … บางทีก็ปิดกั้นอะไรดีๆหลายๆอย่างที่ควรจะถ่ายทอด)

บอกคนอื่น ก็พอจะบอกได้
เเต่พอกลับมาดูตัวเอง ก็ไม่เเน่ใจว่าเจอเสียงตัวเองหรือยัง
ตอนนี้ก็งงๆตัวเองเหมือนกันว่าตัวตนที่คนรู้จัก
และไอ้ที่ทำๆอยู่ทุกวันนี้เพื่อเลี้ยงปากท้อง มันควรจะเรียกว่า  “นักเขียน” หรือ “เขียนนัก” กันเเน่

~ โดย โตเดี่ยว บน กรกฎาคม 1, 2007.

4 Responses to “เขียนนักหรือนักเขียน”

  1. เรื่องอารมณ์เขียนบลอกเนี่ยใช่เลย เขียนเพราะอยากเขียน เป็นเรื่องของใจล้วนๆ ส่วนเขียนเพื่อขายนี่ก็เป็นการเขียนอีกอย่างนึงที่ท้าทายนะ ยังไงแกก็กรุยทางมาดีแล้วด้วยการเป็นก๊อปปี้มืออาชีพ เข็นหนังสือมาอีกเล่มคงไม่ยากเท่าไหร่ รออ่านอยู่นะจ๊ะ อย่ารีบหนีไปไหนก่อนล่ะ แฟนตัวจริงรออยู่

  2. ถึง เเฟนตัวจริง

    ยาก … เข็นครกขึ้นหิมาลัย น่าจะง่ายกว่า …. 😦

  3. เอ่อ จะอย่างไงก็เหอะนะ แต่เราว่านิวเขียนสนุก
    อ่านเพลินดี สมัครเป็นแฟนตัวจริงอีกคนได้ไหมอ่ะ
    เสนอหน้าสุดริดนะเนี่ย

  4. วู้ๆ ดีใจ มีคนชอบนอกจากเพื่อนซี้ตัวเอง นึกว่าจะมีมันถือหางให้อยู่คนเดียว …. ได้เลย ค่าสมัครฟรี เเถมดูดวงให้ด้วย นานๆจะมีคนหลงกล ต้องจับให้อยู่หมัด 🙂 ว่างๆอย่าลืมทำป้ายเเฟนคลับมาเชียร์ที่หน้าออฟฟิศด้วยนะ 5555 ขอบคุณนะที่ชอบอ่าน กะเขียนไว้อ่าน ไว้เตือนตัวเองตอนเเก่ ให้ลูกหลานมันดู ดีใจที่มีคนอื่นอ่าน และดีใจไปอีกที่อ่านแล้วชอบด้วย 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: